MNewsImages_68844ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อเนื้อหมูที่ใช้สารบางอย่าง สามารถสังเกตได้จากลักษณะสีของเนื้อที่จะมีสีแดงเข้ม กดเนื้อแล้วไม่มีความยืดหยุ่น มีสัดส่วนที่เป็นมันประมาณร้อยละ 30 มีเนื้อแดงประมาณร้อยละ 70 และเนื้อที่หั่นทิ้งไว้จะมีลักษณะค่อนข้างแห้ง แต่หมูปกติเมื่อหั่นทิ้งไว้จะพบว่ามีน้ำซึมออกมาจากผิว และถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้สัมผัสกับอากาศประมาณ 2-3 ชั่วโมงมักจะมีสีเข้มกว่าปกติ ที่สำคัญหากวางไว้ในที่โล่งๆยังไม่มีแม้แต่แมลงวันตอมแล้วแสดงว่าเนื้อหมูนั้นมีสารปนเปื้อนอยู่อย่างแน่นอน ดังนั้นการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ครั้งต่อไปขอให้หลีกเลี่ยงเนื้อหมูดังกล่าว และผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อหมูที่มีสีชมพูอ่อนๆ เนื้อแน่น นุ่มเป็นมัน ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเมือกลื่น

ความมั่นใจของผู้บริโภคด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยของเนื้อสัตว์จำเป็นต้องมีการใช้ระบบประกันคุณภาพการผลิตที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ในส่วนของการผลิตอาหารหรือโรงฆ่าหมู อย่างน้อยควรปรับปรุงให้มีการบังคับใช้ระบบปฏิบัติที่ดีในกระบวนการผลิตเป็นระบบพื้นฐาน หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพควรที่ส่งเสริมให้นำระบบการวิเคราะห์จุดวิกฤตและควบคุมอันตรายในโรงฆ่าสัตว์และสถานประกอบการที่ผลิตอาหาร ซึ่งเป็นระบบประกันคุณภาพการผลิตที่เป็นสากล การนำระบบมาใช้เป็นผลดีกับทุกฝ่าย เช่น ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพดี ถูกสุขอนามัย สะอาด และปลอดภัย ผู้ผลิตที่นำระบบมาใช้ก็ได้รับผลดีที่ผลิตสินค้าคุณภาพ มีมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับของผู้ผลิต ผู้บริโภค

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตระหนักถึงความปลอดภัยของเนื้อสุกร แม้จะล้างเนื้อสุกรที่ซื้อมาจากตลาดจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสะอาด ไม่มีการปนเปื้อน ประเทศไทยไม่มีการแบ่งเกรดเนื้อสุกรเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรเพราะต้องการให้ได้เนื้อแดงที่มากขึ้นและได้ราคาที่ดี เมื่อได้รับสารเร่งมากๆจึงเกิดสารตกค้าง สารเร่งเนื้อแดงเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งและการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ แต่ไม่เพียงเท่านั้นไทยยังไม่มีโรงฆ่าที่มีมาตรฐาน มีความเสี่ยงที่จะมีเนื้อสุกรที่ติดเชื้อของโรคปากและเท้าเปื่อย สิ่งเหล่านี้ส่งผลไปยังการค้าและการส่งออก ไทยยังไม่มีมาตรการที่จะป้องกันการติดต่อของโรคทีดีพอ ยังใช้ยาปฏิชิวนะให้การรักษาซึ่งยังมีเชื้อโรคแฝงอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้เมื่อรับประทานก็จะได้รับยาปฏิชีวนะที่สะสมอยู่ รวมทั้งเชื้อโรคก็ได้รับไปด้วย เกิดการดื้อยาของเชื้อโรคมากขึ้นเมื่อเจ็บป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะมากขึ้น นอกจากนี้เนื้อสุกรที่มีการสำรวจตามแผงในตลาดมีการปนเปื้อนสารบอแรกซ์เพื่อป้องกันการบูดเน่าได้ง่ายโดยเฉพาะในหมูบด

12การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยถึงแม้จะมีพัฒนาการมายาวนาน แต่เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรมีอิสระเสรีในการเลือกเลี้ยงสุกรและขยายการเลี้ยงมากขึ้นในช่วงที่สุกรมีราคาดี และเพราะแรงจูงใจด้านราคาทำให้ผู้เลี้ยงขยายการเลี้ยงอย่างไม่มีขีดจำกัด เมื่อปริมาณสุกรมีมากเกินความต้องการผลที่ตามมาราคาก็จะตกต่ำ จนถึงระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแบกรับภาระการขาดทุนไม่ไหว ก็จะหยุดเลี้ยงสุกรไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อปริมาณสุกรลดลงถึงระดับที่ไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการของตลาด ราคาสุกรก็จะกลับปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จนกระทบถึงผู้บริโภคซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เหตุการณ์จะปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเช่นนี้ตลอดมา กล่าวคือ ราคาสุกรและปริมาณการเลี้ยงสุกรจะผันผวนเป็นวัฏจักรที่เรียกกันว่า “วัฎจักรสุกร” หรือ Hog Cycle ประกอบกับปัญหาโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย รวมทั้งการใช้สารต้องห้ามบางชนิดในสุกรส่งผลให้ตลาดสุกรของไทยไม่พัฒนาก้าวหน้าไปเท่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ และการที่เนื้อสุกรของไทยไม่สามารถส่งออกไปขายในตลาดสำคัญ ๆ

ในต่างประเทศที่นิยมบริโภคสุกร เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ทำให้การแก้ปัญหาวัฏจักรสุกรที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการใช้นโยบายการส่งออกเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ส่งผลให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาให้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุดได้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีการผลิตสุกร ความเพียงพอด้านพืชอาหารสัตว์ที่มีหลากหลายชนิด และการสั่งสมประสบการณ์และทักษะในการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวนมากที่สามารถพัฒนาไปสู่การเลี้ยงสุกรเพื่อการค้าได้ แต่เพราะข้อจำกัดด้านการตลาดและความไม่แน่นอนชัดเจนในนโยบายของรัฐในการพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรทำให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยย่ำอยู่กับที่ไม่มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศคู่แข่งทั่วโลก เช่น ประเทศจีน เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นต้น

การที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นความรับผิดชอบที่สำคัญที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกระดับจะต้องดูแลจะต้องรับผิดชอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจะต้องถือปฏิบัติภายใต้พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ด้วย เกี่ยวกับปัญหานี้ปรากฏว่า มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมลภาวะจากฟาร์มสุกรของประชาชนโดยทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการบริหารอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภาเองก็มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างฟาร์มสุกรในพื้นที่ไม่สมควรเข้ามาด้วยเช่นกัน

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกเนื้อสุกร
โรคระบาด เนื่องจากในปัจจุบันสภาพอากาศในประเทศไทยมีความแปรปรวน ทำให้ประสบปัญหาเรื่องโรคระบาดในสุกรทั้งโรค PED ในลูกสุกรแรกเกิดและโรค PRRS ทำให้อัตราการสูญเสียจากการเลี้ยงสุกรสูงขึ้น เกษตรกรจึงต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตสุกรขุนเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ปริมาณสุกร ในตลาดลดลงตามไปด้วย

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสุกร

  1. ภัยแล้งหรืออุทกภัย ในปี 2557 ปัญหาภัยแล้ง มีแนวโน้มมากกว่าปีที่ผ่านมา และ ถ้าเกิดในแหล่งผลิตพืชอาหารสัตว์ที่สำคัญของไทยหรือของโลก จะมีผลกระทบทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย และส่งผลให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ในอาหารสุกร นอกจากนี้ภาวะภัยแล้งยังทำให้ขาดแคลนน้ำสำหรับการเลี้ยงสุกร และคุณภาพน้ำต่ำลง แบคทีเรียในน้ำมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพสุกร เกษตรกรหลายรายต้องซื้อน้ำมาใช้เป็นการเพิ่มต้นทุน การผลิตและต้องใช้เวลาเลี้ยงนานขึ้นจากเดิมทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น
  2. สภาพอากาศที่แปรปรวน มีผลต่อการเจริญเติบโตของสุกร เช่น สภาพอากาศที่ร้อนจัด มีผลทำให้สุกรเกิดความเครียดกินอาหารน้อยและโตช้า ภูมิคุ้มกันลดลงเป็นโรคได้ง่าย และทำให้มีความเสี่ยง ต่อโรคระบาดด้วย
  3. ราคาน้ำมันและก๊าซ มีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับสูงหรือเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคา น้ำมันในตลาดโลกยังมีความผันผวน จากปัจจัยความไม่มั่นคงทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางและ อาฟริกาเหนือ (MENA) ไม่ว่าจะเป็นความไม่สงบทางการเมืองในอียิปต์ สงครามกลางเมืองในซีเรีย การก่อ การร้ายในอิรัก การโจมตีแหล่งน้ำมันและท่อส่งน้ำมันในไนจีเรีย กรณีพิพาทเรื่องน้ำมันระหว่างซูดานใต้ การยึดท่าเรือและคลังส่งออกน้ำมันในลิเบีย และการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคา น้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นระยะๆ และมีความผันผวนตลอดทั้งปีถ้าราคาปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งปัจจัย การผลิตต่างๆเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารสัตว์ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น
  4. ค่าแรงงาน อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในประเทศซึ่งสูงถึง 300 บาทต่อวัน ส่งผล กระทบทำให้ต้นทุนการผลิตสุกรสูงขึ้นด้วย เนื่องจากต้องปรับค่าจ้างแรงงานในการเลี้ยงสุกร รวมทั้งแรงงาน ต่างด้าวด้วย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังจะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำในอนาคต ซึ่งอาจทำให้แรงงาน ต่างด้าวไหลกลับไปทำงานในประเทศของตนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยรวมทั้งผู้เลี้ยงสุกรอาจ ขาดแคลนแรงงานได้

767_thaihealth_2uyqc8v5rse9ปัจจุบันการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพเสรี จึงมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มจำนวนและลดจำนวนอย่างรวดเร็วตามวัฏจักรตลาด โดยแบ่งเป็นผู้เลี้ยงแบบอิสระและผู้เลี้ยงแบบมีสัญญาผูกพัน ผู้เลี้ยงมากกว่าร้อยละ 70 เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ครบวงจร ร้อยละ20-25 เป็นฟาร์มขนาดกลางและเล็ก ผู้เลี้ยงรายย่อยมีเพียงร้อยละ 5 และมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ขณะที่รายใหญ่ขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ผลผลิตเนื้อสุกรร้อยละ 25 เป็นของบริษัทชำแหละและแปรรูป ผลิตภัณฑ์สุกรที่นิยมบริโภคในประเทศส่วนใหญ่เป็น เนื้อสุกรชำแหละ ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น และผลิตภัณฑ์พื้นเมือง เช่น กุนเชียง หมูแผ่น หมูยอ แหนม หมูหยอง

ผลิตภัณฑ์เนื้อหมูแปรรูปสามารถแบ่งตามการเห็นโครงสร้างของกล้ามเนื้อเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ ผลิตภัณฑ์ขนาดเดิม ซึ่งยังมีโครงสร้างของเนื้อตามรูปร่างและโครงสร้างเหมือนหรือใกล้เคียงกับเนื้อสดให้เห็น เช่น แฮม เบคอน หมูแผ่น เนื้อเค็ม เนื้อแดดเดียว หมูปิ้ง เนื้อสวรรค์ หมูสะเต๊ะ หมูหยอง สะเต๊ก หมูหัน คอร์นบีฟ หมูริ้ว บาบีคิว เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เนื้ออีกกลุ่มหนึ่งคือผลิตภัณฑ์ลดขนาด ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อยตามลักษณะการลดขนาดของเนื้อได้เป็นกลุ่มบดหยาบ และกลุ่มบดละเอียดหรืออิมัลชัน โดยในการทำผลิตภัณฑ์ลดขนาดบางชนิดต้องมีการบรรจุไส้หรือการแปลงรูปร่างตามลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น

กระบวนการผลิตเนื้อหมูเริ่มจากการคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ชั้นเยี่ยม ผ่านการเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่มีการจัดการฟาร์มและการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดด้วยคุณภาพสด สะอาด ปลอดสาร ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่งผลให้มีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย ประกอบกับอุตสาหกรรมหมูและหมูแปรรูปยังมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นโดยเฉพาะด้านการผลิต ซึ่งนอกจากเพื่อรองรับอุปสงค์ที่จะมีมากขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้าหรือตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 แล้ว ยังนับเป็นการตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำด้านมาตรฐานในตลาด AEC อีกด้วย และนอกเหนือจากการคัดเลือกสายพันธุ์สุกรชั้นดี ผนวกกับระบบการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมป้องกันโรคและการเลือกใช้อาหารสัตว์คุณภาพสูง ถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปภายในโรงงานที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน และถูกสุขอนามัยโดยเนื้อสุกรไม่สัมผัสพื้น และไม่สัมผัสมือคนโดยตรง ก่อนบรรจุเบ็ดเสร็จจากโรงงาน

ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐ ในการกดดันให้ไทยและอีกหลายประเทศในเอเชีย ยอมเปิดตลาดให้มีการนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนสุกรแปรรูปจากสหรัฐ ได้กลายเป็นอีกหนึ่ง “ประเด็นร้อน” ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากไทยยอมเปิดตลาดให้สหรัฐ ตามที่เรียกร้องจริง นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด และมีผลให้ราคาเนื้อสุกรในประเทศตกต่ำลงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในไทยโดยเฉพาะรายเล็กและรายกลาง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ในห่วงโซ่การผลิต และกระทบต่อความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคในไทยอีกด้วย

ปัจจุบันทั่วโลกมีการผลิตเนื้อสุกรอยู่ที่ราว 100 ล้านตันต่อปี โดยที่ “จีน” คือ ประเทศที่ผลิตสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก ในขณะที่ “สหรัฐ” กลับครองแชมป์ผู้ส่งออกเนื้อสุกรอันดับ 1 โดยอยู่ที่ราว 2.4 ล้านตัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดราว 1 ใน 3 ของปริมาณการส่งออกทั่วโลกในปี 2012 เนื่องจากผลผลิตสุกรในสหรัฐมีมากเกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ และชิ้นส่วนสุกรบางอย่างโดยเฉพาะส่วนหัว ขา และเครื่องใน คนไม่นิยมบริโภคและขายในประเทศไม่ได้ ซึ่งนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐพยายามผลักดันให้มีการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ไปขายยังตลาดต่างประเทศมาโดยตลอด

ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในสหรัฐ ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์มาจากการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนดังกล่าว ก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดโลก เพราะทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐสามารถตั้งราคาขายเนื้อสุกรได้ต่ำและสามารถตีตลาดในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

รัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในการปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ เนื่องจากไทยสามารถผลิตเนื้อสุกรได้ในปริมาณที่มากเพียงพอสำหรับความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว เพราะหากไทยอนุญาตให้มีการนำเข้าก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสุกรของไทยทั้งระบบ และมีส่วนทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาดและกลไกด้านราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อการจ้างงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ซึ่งมีจำนวนมากถึงราว 10-12 ล้านคน

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ร่วมด้วย หากเรามีจุดยืนที่แข็งกร้าวในการปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรมองหาช่องทางและโอกาสในการขยายเข้าไปลงทุนในธุรกิจฟาร์มสุกรและโรงงานแปรรูปสุกรในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี และรวมไปถึงโอกาสในการเข้าไปลงทุนในโรงงานแปรรูปสุกรเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปสุกรในอาเซียนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย

อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมเนื้อสุกรของไทยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นการหลีกหนีการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ตลาดเนื้อและชิ้นส่วนสุกร อีกด้วย

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com