สอนกวดวิชาเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก อื่น ๆ และผู้สอนอิสระ ครูที่เป็นอิสระมักจะสามารถเรียกเก็บอัตราที่ต่ำกว่าได้มากซึ่งทำให้พวกเขาน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าจำนวนมากดังนั้น บริษัท ต่างๆจึงสามารถดึงดูดตัวลูกค้าได้แม้จะมีอัตราที่สูงขึ้น มีประโยชน์หลายประการที่ บริษัท ให้บริการลูกค้าที่มีศักยภาพซึ่งที่ปรึกษาไม่ – และโดยเน้นประโยชน์เหล่านี้ บริษัท สอนสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น ต่อไปนี้ห้าลักษณะสามารถตั้ง บริษัท สอนนอกเหนือจากผู้สอนอิสระหรือติวสอบราม ลูกค้าพิเศษที่ได้รับจากลักษณะเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดอัตราที่สูงกว่าที่ บริษัท คิดค่าใช้จ่าย บริษัท ต่างๆเพียงแค่ต้องทำให้ลูกค้าตระหนักถึงผลประโยชน์เหล่านี้เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

การประหยัดเวลาสำหรับติวราม

เป็นเรื่องง่ายมากที่จะได้เป็นครูสอนพิเศษอิสระดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากที่มีการศึกษาประสบการณ์และทักษะในด้านนี้เป็นจำนวนมาก คนที่กำลังมองหาบริการสอนพิเศษมักจะมองหาสมดุลระหว่างคุณภาพของการสอนที่พวกเขาจะได้รับและราคาที่พวกเขาจะจ่าย อย่างไรก็ตามการประเมินผู้สอนอิสระเพื่อกำหนดคุณภาพของการสอนอาจเป็นกระบวนการที่ยากและใช้เวลามาก บริษัท ต่างๆสามารถช่วยได้โดยการกรอกข้อมูลให้กับคน

บริษัท สอนส่วนใหญ่มีกระบวนการจ้างงานเพื่อคัดเลือกประวัติการทำงานการสัมภาษณ์การประเมินประสบการณ์และทักษะการตรวจสอบพื้นหลังและอื่น ๆ พวกเขาใช้เวลาในการหาครูผู้สอนที่มีคุณภาพสูงซึ่งช่วยผู้ปกครองและนักเรียนจากขั้นตอนนี้ ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถถาม บริษัท ติวราม ว่าวิธีการที่พวกเขาหน้าจอครูของพวกเขาและขึ้นอยู่กับการตอบสนองที่พวกเขาได้อย่างรวดเร็วจะสามารถตรวจสอบว่า บริษัท จะมีครูที่มีคุณภาพสูง

 คุณภาพของการติวราม

กระบวนการคัดกรองอย่างละเอียดไม่เพียงช่วยผู้ปกครองและนักเรียนในการค้นหาอาจารย์ผู้สอนเท่านั้นพวกเขายังช่วยให้ บริษัท สอนทำครูสามารถหาครูที่มีคุณภาพดีได้ ในฐานะที่เป็น บริษัท ที่ได้รับประสบการณ์มากขึ้นพวกเขาจะสามารถปรับแต่งกระบวนการจ้างงานของพวกเขาเพื่อหาครูที่ดีกว่านี้จะนำไปสู่ชื่อเสียงที่ดีขึ้นและความสามารถในการสั่งการในอัตราที่สูงขึ้น

นอกเหนือจากการหาครูที่มีคุณภาพแล้ว ติวสอบรามคำแหงออนไลน์ สอนพิเศษยังมีระบบที่มีการจัดตั้งขึ้นสำหรับการจัดการการจัดกำหนดการเรียกเก็บเงินการติดต่อสื่อสารและการติดตามผลการปฏิบัติงานมากกว่าที่ปรึกษา ระบบที่ได้รับการยอมรับมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้กระบวนการสอนทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับลูกค้าซึ่งเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าจำนวนมาก ผู้สอนอิสระบางคนอาจได้รับการจัดระเบียบ แต่น่าจะเป็นในการหาคนที่มีขั้นตอนการสร้างที่ดีเพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการสอนที่เรียบลื่นกว่า บริษัท อื่น ๆ

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.tutorphon-ram.com

%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a3

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ลูกสุกรถือเป็นผลผลิตที่เป็นดัชนีสำคัญที่ใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการผลิตของฟาร์ม ดังนั้นการเลี้ยงเพื่อให้ได้จำนวนลูกสุกรต่อแม่ต่อปีที่มากนั้น ผู้เลี้ยงต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกสุกรแรกเกิดนั้นระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคยังเจริญพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้นการจัดการเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่อลูกสุกรแรกเกิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ฟาร์มลดการสูญเสียจำนวนลูกสุกรลงได้

ในฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึงอาการหรือโรคที่เป็นปัญหาสำคัญและพบได้บ่อยมากในลูกสุกรดูดนม นั่นคือ อาการท้องเสีย เนื่องจากท้องเสียในลูกสุกรดูดนมนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนมากมักเกิดจาก เชื้ออีโคไล (Colibacilosis) , การได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ ,โรคทีจีอี (TGE; Transmissable gastroenteritis), ท้องเสียจากเชื้อคลอสตริเดียม (Clostridial enteritis) , โรคบิดมีตัว (Coccidiosis) และ ท้องเสียจากเชื้อไวรัสโรตา (Rotaviral enteritis) ซึ่งโรคเหล่านี้ลูกสุกรจะแสดงอาการท้องเสียเป็นหลัก และแต่ละโรคนั้นจะมีอัตราการป่วยและอัตราการตายที่แตกต่างกันออกไป โดยพบว่า สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสจะทำให้ลูกสุกรแสดงอาการอย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่าการท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรีย โดยสาเหตุของการท้องเสียในลูกสุกรนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ เชื้ออีโคไล(Colibacilosis), เชื้อคลอสตริเดียม(Clostridial enteritis)
  2. ท้องเสียจากเชื้อไวรัส ได้แก่ โรคทีจีอี (TGE; Transmissable gastroenteritis), โรคพีอีดี(PED; Porcine epidemic diarrhea) ,โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) และ เชื้อไวรัสโรตา (Rotaviral enteritis)
  3. ท้องเสียจากเชื้อโปรโตซัว ได้แก่ โรคบิดมีตัว (Coccidiosis)
  4. ท้องเสียที่เกิดจากการจัดการ ได้แก่ อุณหภูมิต่ำ, ลมโกรก, ความชื้นสูง, ปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ

อาการที่แสดง (Clinical signs)

โดยทั่วไปลูกสุกรสามารถแสดงอาการท้องเสียได้ตลอดช่วงดูดนม แต่พบว่ามี 2 ช่วงที่พบอาการท้องเสียได้สูงมากในลูกสุกร คือ ช่วงแรกเกิดถึง 5 วัน และช่วง 7-14 วัน โดยอาการที่แสดงแบ่งออกได้ดังนี้

  1. ชนิดเฉียบพลัน ( Acute Disease )

อาการท้องเสียแบบเฉียบพลัน มักจะพบว่าลูกสุกรที่สุขภาพดีจะตายก่อน เมื่อนำไปผ่าซากจะพบการอักเสบแบบรุนแรงของลำไส้ (Severe acute enteritis)ในขณะที่ไม่พบอาการท้องเสียใดๆ หรือบางครั้งอาจพบว่าลูกสุกรมีการนอนสุมกันและมีอาการตัวสั่น อาจพบว่าบริเวณหางและรูทวารเปียก บริเวณคอกมีกลิ่นเหม็นคาว ลูกสุกรตัวแห้งเนื่องจากภาวะขาดน้ำ และอาจพบอุจจาระได้ตั้งแต่สีขาวจนถึงสีส้มตามบริเวณคอกและในบางครั้งอาจพบว่าก่อนลูกสุกรตายจะแสดงอาการชักแบบหมุนและมีน้ำลายฟูมปากได้

  1. ชนิดกึ่งเฉียบพลัน (Subacute disease)

อาการท้องเสียแบบกึ่งเฉียบพลันนั้นจะคล้ายกับแบบแรก แต่มักจะมีความรุนแรงน้อยกว่าและมีอัตราการตายที่ต่ำกว่า โดยอาการท้องเสียแบบกึ่งเฉียบพลันนี้มักจะพบในลูกสุกรที่มีอายุระหว่าง 7-14 วัน และมักจะพบว่าอุจจาระมีลักษณะเป็นน้ำจนถึงเป็นครีมและบ่อยครั้งพบว่ามีสีขาวปนเหลือง

pig

หมูตัวผู้ที่จะนำมาใช้ผสมพันธุ์ได้ดี ควรมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ มีขนาดและอายุที่พอเหมาะเพื่อให้สามารถผลิตน้ำเชื้อที่มีคุณภาพดีพอเพียง มีผลทำให้การผสมติดสูงและได้จำนวนลูกมากเป็นปกติ แม้ว่าหมูตัวผู้สามารถผลิตอสุจิได้บ้างแล้วเมื่อมีอายุย่างเข้า 4 เดือนก็ตาม แต่จำนวนน้ำเชื้อและอสุจิที่ผลิตได้จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อหมูมีอายุมากขึ้น ดังนั้นหมูตัวผู้ที่จะนำมาใช้ผสมพันธุ์ควรมีขนาดใหญ่พอเหมาะที่จะผสมกับแม่หมูที่มีขนาดปกติได้ โดยปกติมักใช้ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 8 เดือน และมีน้ำหนักประมาณ 80-90 กิโลกรัม สำหรับหมูพ่อพันธุ์ต่างประเทศควรมีน้ำหนักราว 115 กิโลกรัม การเลี้ยงหมูพ่อพันธุ์ ปกติให้อาหารวันละมื้อ พ่อพันธุ์ที่มีน้ำหนักมากเกินไปหรืออ้วนควรให้ออกกำลังบ้าง หรือลดอาหาร และให้อาหารหยาบมากขึ้น

หมูสาวเจริญเติบโตในลักษณะเช่นเดียวกันกับหมูหนุ่ม เมื่อมีอายุมากขึ้นปริมาณของไข่ที่ตกจากรังไข่จะเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณลูกที่คลอดมีจำนวนมาก จนกระทั่งแม่หมูมีอายุประมาณ 15 เดือน ปริมาณไข่ที่ตกก็จะคงที่โดยปกติจะผสมพันธุ์หมูสาวเมื่อมีอายุได้ราว 7-8 เดือน หรือน้ำหนักราว 110-115 กิโลกรัม (สำหรับหมูพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 80-90 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของหมูพันธุ์พื้นเมืองด้วย) การผสมพันธุ์แม่หมูที่มีขนาดเล็ก หรือมีอายุน้อยอยู่จะทำให้อายุการใช้งานของแม่หมูตัวนั้นสั้นลง และจำนวนลูกที่ได้ก็น้อยด้วย ทั้งนี้เนื่องจากการตกไข่จากรังไข่มีน้อย  การผสมพันธุ์แม่หมูควรกะเวลาให้พอดี กับระยะการตกไข่ เพราะจะทำให้ได้ผลดีกว่าการผสมในเวลาอื่น แม่หมูส่วนใหญ่จะกลับเป็นสัดอีกภายใน 3-7 วัน หลังการหย่านม แม่หมูแสดงการเป็นสัดนานประมาณ 48-72 ชั่วโมง (หมูสาวนานประมาณ 36-60 ชั่วโมง) การตกไข่เกิดขึ้นประมาณช่วงกลางๆ ของการเป็นสัด แต่ไข่จะไม่ตกพร้อมกันทีเดียวทั้งหมด การผสมหมูสาวหรือแม่หมูควรผสมซ้ำ หรือผสมครั้งที่สอง โดยทิ้งระยะให้ห่างจากครั้งที่หนึ่งประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย ปกติการผสมพันธุ์หมูมักทำในตอนเช้าและเย็นเพราะอากาศไม่ร้อน ไม่ควรผสมพันธุ์หมูขณะที่ป่วย หรือหลังการฉีดวัคซีนใหม่ๆ วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยให้การผสมพันธุ์ได้ผลดีขึ้น และเพิ่มลูกต่อครอกให้มากขึ้น

meatproduct-06

  1. เนื้อหมู, เนื้อวัว และเนื้อไก่ที่เลือกใช้ควรมีความสดใหม่ แห้ง ไม่เยิ้มน้ำ ไม่มีมันหรือเอ็นติดมากจนเกินไปหรือเลือกใช้เนื้อที่ผ่านการฆ่าชำแหละมาใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น
  2. เนื้อที่จะเตรียมนำมาผลิตควรมีอุณหภูมิประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส ดังนั้นเมื่อได้เนื้อที่ผ่านการชำแหละแล้ว ให้นำมาแช่เย็นเพื่อทำการบ่มเนื้อ อาจใช้เวลา 24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น แต่ไม่ควรแช่เนื้อจนแข็ง
  3. การสับนวดผสมเป็นขั้นตอนที่จำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิ โดยอุณหภูมิของส่วนผสมเมื่อเสร็จ ไม่ควรเกิน 15 องศาเซลเซียส ดังนั้นก่อนเริ่มการสับนวดผสมควรทำให้เครื่องสับนวดผสมเย็นเสียก่อนด้วยการเดินเครื่องพร้อมสับน้ำแข็งเปล่า ๆ จนเครื่องเย็นแล้วจึงนำส่วนผสมที่ผ่านการแช่เย็นมาสับนวดผสม ถ้าเครื่องสับผสมมีฝาปิดหรือสับผสมในห้องปรับอากาศจะสามารถช่วยเก็บรักษาความเย็ฯในขณะสับผสมได้ดียิ่งขึ้น
  4. ขณะการสับผสมไม่ควรใช้มือลงไปกวนส่วนผสมบ่อย ๆ เพราะอาจสูญเสียความเย็นได้
  5. ระหว่างที่ทำการสับนวดผสมควรเตรียมน้ำอุ่นในขั้นตอนต่อไปให้พร้อมตามอุณหภูมิที่กำหนด เพื่อจะได้นำวัตถุดิบที่สับผสมเสร็จแล้วมาขึ้นรูปทันทีและน้ำควรมีอุณหภูมิคงที่ตลอดเวลา ไม่เย็นหรือร้อนเกินอุณหภูมิที่กำหนด
  6. ผู้ผลิตอาจเพิ่มความหลายหลากให้ผลิตภัณฑ์ด้วยการเพิ่มส่วนผสมอื่น ๆ เช่น สาหร่าย, พริกไทยดำ, แครอท, ฟักทอง, เอ็นหมู, เอ็นไก่, เอ็นเนื้อ ฯลฯ สามารถใส่ส่วนผสมเหล่านี้ในขั้นตอนของการสับผสมได้ทันที เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์และเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค
  7. ถ้าต้องการยืดระยะเวลาการเก็บรักษาลูกชิ้นให้ยาวขึ้น อาจใส่สารกันบูดประเภทเบนโซเอท แต่ไม่เกิน 0.1% ของส่วนผสมทั้งหมด
  8. ควรเลือกเครื่องสับนวดผสมที่มีคุณภาพสูงเพื่อประหยัดเวลาและควบคุมอุณหภูมิในการสับนวดผสม โดยเลือกใช้ใบมีดที่มีลักษณะเป็นฟันเลื่อย ซึ่งจะสามารถตีลูกชิ้นได้เหนียวดีกว่าใบตีที่เป็นคมมีด ปริมาณใบมีดควรมีอย่างน้อย 3 ใบมีดหรือมากกว่านั้น
  9. การขึ้นรูปด้วยมือควรบีบไล่อากาศออกขณะขึ้นรูปซึ่งจะทำให้ลูกชิ้นมีเนื้อสัมผัสที่ดี ไม่มีโพรงอากาศภายในเนื้อลูกชิ้น
  10. การสังเกตว่าลูกชิ้นมีความยืดหยุ่น อ่อนนุ่ม และคงรูปหรือไม่ นอกจากใช้วิธีการจับเวลาแล้ว ควรใช้วิธีการบีบสัมผัส เมื่อบีบแล้วลูกชิ้นมีความยืดหยุ่นสูง ไม่เหลวเละ แสดงว่าลูกชิ้นมีความคงรูปได้ที่แล้ว จากนั้นตักขึ้นแล้วนำไปทำให้สุกทันที

MNewsImages_68844ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อเนื้อหมูที่ใช้สารบางอย่าง สามารถสังเกตได้จากลักษณะสีของเนื้อที่จะมีสีแดงเข้ม กดเนื้อแล้วไม่มีความยืดหยุ่น มีสัดส่วนที่เป็นมันประมาณร้อยละ 30 มีเนื้อแดงประมาณร้อยละ 70 และเนื้อที่หั่นทิ้งไว้จะมีลักษณะค่อนข้างแห้ง แต่หมูปกติเมื่อหั่นทิ้งไว้จะพบว่ามีน้ำซึมออกมาจากผิว และถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้สัมผัสกับอากาศประมาณ 2-3 ชั่วโมงมักจะมีสีเข้มกว่าปกติ ที่สำคัญหากวางไว้ในที่โล่งๆยังไม่มีแม้แต่แมลงวันตอมแล้วแสดงว่าเนื้อหมูนั้นมีสารปนเปื้อนอยู่อย่างแน่นอน ดังนั้นการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ครั้งต่อไปขอให้หลีกเลี่ยงเนื้อหมูดังกล่าว และผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อหมูที่มีสีชมพูอ่อนๆ เนื้อแน่น นุ่มเป็นมัน ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเมือกลื่น

ความมั่นใจของผู้บริโภคด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยของเนื้อสัตว์จำเป็นต้องมีการใช้ระบบประกันคุณภาพการผลิตที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ในส่วนของการผลิตอาหารหรือโรงฆ่าหมู อย่างน้อยควรปรับปรุงให้มีการบังคับใช้ระบบปฏิบัติที่ดีในกระบวนการผลิตเป็นระบบพื้นฐาน หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพควรที่ส่งเสริมให้นำระบบการวิเคราะห์จุดวิกฤตและควบคุมอันตรายในโรงฆ่าสัตว์และสถานประกอบการที่ผลิตอาหาร ซึ่งเป็นระบบประกันคุณภาพการผลิตที่เป็นสากล การนำระบบมาใช้เป็นผลดีกับทุกฝ่าย เช่น ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพดี ถูกสุขอนามัย สะอาด และปลอดภัย ผู้ผลิตที่นำระบบมาใช้ก็ได้รับผลดีที่ผลิตสินค้าคุณภาพ มีมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับของผู้ผลิต ผู้บริโภค

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตระหนักถึงความปลอดภัยของเนื้อสุกร แม้จะล้างเนื้อสุกรที่ซื้อมาจากตลาดจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสะอาด ไม่มีการปนเปื้อน ประเทศไทยไม่มีการแบ่งเกรดเนื้อสุกรเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรเพราะต้องการให้ได้เนื้อแดงที่มากขึ้นและได้ราคาที่ดี เมื่อได้รับสารเร่งมากๆจึงเกิดสารตกค้าง สารเร่งเนื้อแดงเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งและการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ แต่ไม่เพียงเท่านั้นไทยยังไม่มีโรงฆ่าที่มีมาตรฐาน มีความเสี่ยงที่จะมีเนื้อสุกรที่ติดเชื้อของโรคปากและเท้าเปื่อย สิ่งเหล่านี้ส่งผลไปยังการค้าและการส่งออก ไทยยังไม่มีมาตรการที่จะป้องกันการติดต่อของโรคทีดีพอ ยังใช้ยาปฏิชิวนะให้การรักษาซึ่งยังมีเชื้อโรคแฝงอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้เมื่อรับประทานก็จะได้รับยาปฏิชีวนะที่สะสมอยู่ รวมทั้งเชื้อโรคก็ได้รับไปด้วย เกิดการดื้อยาของเชื้อโรคมากขึ้นเมื่อเจ็บป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะมากขึ้น นอกจากนี้เนื้อสุกรที่มีการสำรวจตามแผงในตลาดมีการปนเปื้อนสารบอแรกซ์เพื่อป้องกันการบูดเน่าได้ง่ายโดยเฉพาะในหมูบด

12การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยถึงแม้จะมีพัฒนาการมายาวนาน แต่เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรมีอิสระเสรีในการเลือกเลี้ยงสุกรและขยายการเลี้ยงมากขึ้นในช่วงที่สุกรมีราคาดี และเพราะแรงจูงใจด้านราคาทำให้ผู้เลี้ยงขยายการเลี้ยงอย่างไม่มีขีดจำกัด เมื่อปริมาณสุกรมีมากเกินความต้องการผลที่ตามมาราคาก็จะตกต่ำ จนถึงระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแบกรับภาระการขาดทุนไม่ไหว ก็จะหยุดเลี้ยงสุกรไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อปริมาณสุกรลดลงถึงระดับที่ไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการของตลาด ราคาสุกรก็จะกลับปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จนกระทบถึงผู้บริโภคซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เหตุการณ์จะปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเช่นนี้ตลอดมา กล่าวคือ ราคาสุกรและปริมาณการเลี้ยงสุกรจะผันผวนเป็นวัฏจักรที่เรียกกันว่า “วัฎจักรสุกร” หรือ Hog Cycle ประกอบกับปัญหาโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย รวมทั้งการใช้สารต้องห้ามบางชนิดในสุกรส่งผลให้ตลาดสุกรของไทยไม่พัฒนาก้าวหน้าไปเท่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ และการที่เนื้อสุกรของไทยไม่สามารถส่งออกไปขายในตลาดสำคัญ ๆ

ในต่างประเทศที่นิยมบริโภคสุกร เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ทำให้การแก้ปัญหาวัฏจักรสุกรที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการใช้นโยบายการส่งออกเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ส่งผลให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาให้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุดได้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีการผลิตสุกร ความเพียงพอด้านพืชอาหารสัตว์ที่มีหลากหลายชนิด และการสั่งสมประสบการณ์และทักษะในการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวนมากที่สามารถพัฒนาไปสู่การเลี้ยงสุกรเพื่อการค้าได้ แต่เพราะข้อจำกัดด้านการตลาดและความไม่แน่นอนชัดเจนในนโยบายของรัฐในการพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรทำให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยย่ำอยู่กับที่ไม่มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศคู่แข่งทั่วโลก เช่น ประเทศจีน เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นต้น

การที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นความรับผิดชอบที่สำคัญที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกระดับจะต้องดูแลจะต้องรับผิดชอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจะต้องถือปฏิบัติภายใต้พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ด้วย เกี่ยวกับปัญหานี้ปรากฏว่า มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมลภาวะจากฟาร์มสุกรของประชาชนโดยทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการบริหารอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภาเองก็มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างฟาร์มสุกรในพื้นที่ไม่สมควรเข้ามาด้วยเช่นกัน

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกเนื้อสุกร
โรคระบาด เนื่องจากในปัจจุบันสภาพอากาศในประเทศไทยมีความแปรปรวน ทำให้ประสบปัญหาเรื่องโรคระบาดในสุกรทั้งโรค PED ในลูกสุกรแรกเกิดและโรค PRRS ทำให้อัตราการสูญเสียจากการเลี้ยงสุกรสูงขึ้น เกษตรกรจึงต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตสุกรขุนเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ปริมาณสุกร ในตลาดลดลงตามไปด้วย

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสุกร

  1. ภัยแล้งหรืออุทกภัย ในปี 2557 ปัญหาภัยแล้ง มีแนวโน้มมากกว่าปีที่ผ่านมา และ ถ้าเกิดในแหล่งผลิตพืชอาหารสัตว์ที่สำคัญของไทยหรือของโลก จะมีผลกระทบทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย และส่งผลให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ในอาหารสุกร นอกจากนี้ภาวะภัยแล้งยังทำให้ขาดแคลนน้ำสำหรับการเลี้ยงสุกร และคุณภาพน้ำต่ำลง แบคทีเรียในน้ำมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพสุกร เกษตรกรหลายรายต้องซื้อน้ำมาใช้เป็นการเพิ่มต้นทุน การผลิตและต้องใช้เวลาเลี้ยงนานขึ้นจากเดิมทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น
  2. สภาพอากาศที่แปรปรวน มีผลต่อการเจริญเติบโตของสุกร เช่น สภาพอากาศที่ร้อนจัด มีผลทำให้สุกรเกิดความเครียดกินอาหารน้อยและโตช้า ภูมิคุ้มกันลดลงเป็นโรคได้ง่าย และทำให้มีความเสี่ยง ต่อโรคระบาดด้วย
  3. ราคาน้ำมันและก๊าซ มีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับสูงหรือเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคา น้ำมันในตลาดโลกยังมีความผันผวน จากปัจจัยความไม่มั่นคงทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางและ อาฟริกาเหนือ (MENA) ไม่ว่าจะเป็นความไม่สงบทางการเมืองในอียิปต์ สงครามกลางเมืองในซีเรีย การก่อ การร้ายในอิรัก การโจมตีแหล่งน้ำมันและท่อส่งน้ำมันในไนจีเรีย กรณีพิพาทเรื่องน้ำมันระหว่างซูดานใต้ การยึดท่าเรือและคลังส่งออกน้ำมันในลิเบีย และการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคา น้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นระยะๆ และมีความผันผวนตลอดทั้งปีถ้าราคาปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งปัจจัย การผลิตต่างๆเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารสัตว์ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น
  4. ค่าแรงงาน อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในประเทศซึ่งสูงถึง 300 บาทต่อวัน ส่งผล กระทบทำให้ต้นทุนการผลิตสุกรสูงขึ้นด้วย เนื่องจากต้องปรับค่าจ้างแรงงานในการเลี้ยงสุกร รวมทั้งแรงงาน ต่างด้าวด้วย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังจะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำในอนาคต ซึ่งอาจทำให้แรงงาน ต่างด้าวไหลกลับไปทำงานในประเทศของตนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยรวมทั้งผู้เลี้ยงสุกรอาจ ขาดแคลนแรงงานได้

767_thaihealth_2uyqc8v5rse9ปัจจุบันการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพเสรี จึงมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มจำนวนและลดจำนวนอย่างรวดเร็วตามวัฏจักรตลาด โดยแบ่งเป็นผู้เลี้ยงแบบอิสระและผู้เลี้ยงแบบมีสัญญาผูกพัน ผู้เลี้ยงมากกว่าร้อยละ 70 เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ครบวงจร ร้อยละ20-25 เป็นฟาร์มขนาดกลางและเล็ก ผู้เลี้ยงรายย่อยมีเพียงร้อยละ 5 และมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ขณะที่รายใหญ่ขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ผลผลิตเนื้อสุกรร้อยละ 25 เป็นของบริษัทชำแหละและแปรรูป ผลิตภัณฑ์สุกรที่นิยมบริโภคในประเทศส่วนใหญ่เป็น เนื้อสุกรชำแหละ ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น และผลิตภัณฑ์พื้นเมือง เช่น กุนเชียง หมูแผ่น หมูยอ แหนม หมูหยอง

ผลิตภัณฑ์เนื้อหมูแปรรูปสามารถแบ่งตามการเห็นโครงสร้างของกล้ามเนื้อเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ ผลิตภัณฑ์ขนาดเดิม ซึ่งยังมีโครงสร้างของเนื้อตามรูปร่างและโครงสร้างเหมือนหรือใกล้เคียงกับเนื้อสดให้เห็น เช่น แฮม เบคอน หมูแผ่น เนื้อเค็ม เนื้อแดดเดียว หมูปิ้ง เนื้อสวรรค์ หมูสะเต๊ะ หมูหยอง สะเต๊ก หมูหัน คอร์นบีฟ หมูริ้ว บาบีคิว เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เนื้ออีกกลุ่มหนึ่งคือผลิตภัณฑ์ลดขนาด ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อยตามลักษณะการลดขนาดของเนื้อได้เป็นกลุ่มบดหยาบ และกลุ่มบดละเอียดหรืออิมัลชัน โดยในการทำผลิตภัณฑ์ลดขนาดบางชนิดต้องมีการบรรจุไส้หรือการแปลงรูปร่างตามลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น

กระบวนการผลิตเนื้อหมูเริ่มจากการคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ชั้นเยี่ยม ผ่านการเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่มีการจัดการฟาร์มและการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดด้วยคุณภาพสด สะอาด ปลอดสาร ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่งผลให้มีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย ประกอบกับอุตสาหกรรมหมูและหมูแปรรูปยังมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นโดยเฉพาะด้านการผลิต ซึ่งนอกจากเพื่อรองรับอุปสงค์ที่จะมีมากขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้าหรือตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 แล้ว ยังนับเป็นการตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำด้านมาตรฐานในตลาด AEC อีกด้วย และนอกเหนือจากการคัดเลือกสายพันธุ์สุกรชั้นดี ผนวกกับระบบการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมป้องกันโรคและการเลือกใช้อาหารสัตว์คุณภาพสูง ถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปภายในโรงงานที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน และถูกสุขอนามัยโดยเนื้อสุกรไม่สัมผัสพื้น และไม่สัมผัสมือคนโดยตรง ก่อนบรรจุเบ็ดเสร็จจากโรงงาน

ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐ ในการกดดันให้ไทยและอีกหลายประเทศในเอเชีย ยอมเปิดตลาดให้มีการนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนสุกรแปรรูปจากสหรัฐ ได้กลายเป็นอีกหนึ่ง “ประเด็นร้อน” ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากไทยยอมเปิดตลาดให้สหรัฐ ตามที่เรียกร้องจริง นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด และมีผลให้ราคาเนื้อสุกรในประเทศตกต่ำลงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในไทยโดยเฉพาะรายเล็กและรายกลาง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ในห่วงโซ่การผลิต และกระทบต่อความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคในไทยอีกด้วย

ปัจจุบันทั่วโลกมีการผลิตเนื้อสุกรอยู่ที่ราว 100 ล้านตันต่อปี โดยที่ “จีน” คือ ประเทศที่ผลิตสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก ในขณะที่ “สหรัฐ” กลับครองแชมป์ผู้ส่งออกเนื้อสุกรอันดับ 1 โดยอยู่ที่ราว 2.4 ล้านตัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดราว 1 ใน 3 ของปริมาณการส่งออกทั่วโลกในปี 2012 เนื่องจากผลผลิตสุกรในสหรัฐมีมากเกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ และชิ้นส่วนสุกรบางอย่างโดยเฉพาะส่วนหัว ขา และเครื่องใน คนไม่นิยมบริโภคและขายในประเทศไม่ได้ ซึ่งนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐพยายามผลักดันให้มีการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ไปขายยังตลาดต่างประเทศมาโดยตลอด

ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในสหรัฐ ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์มาจากการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนดังกล่าว ก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดโลก เพราะทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐสามารถตั้งราคาขายเนื้อสุกรได้ต่ำและสามารถตีตลาดในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

รัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในการปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ เนื่องจากไทยสามารถผลิตเนื้อสุกรได้ในปริมาณที่มากเพียงพอสำหรับความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว เพราะหากไทยอนุญาตให้มีการนำเข้าก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสุกรของไทยทั้งระบบ และมีส่วนทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาดและกลไกด้านราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อการจ้างงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ซึ่งมีจำนวนมากถึงราว 10-12 ล้านคน

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ร่วมด้วย หากเรามีจุดยืนที่แข็งกร้าวในการปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรมองหาช่องทางและโอกาสในการขยายเข้าไปลงทุนในธุรกิจฟาร์มสุกรและโรงงานแปรรูปสุกรในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี และรวมไปถึงโอกาสในการเข้าไปลงทุนในโรงงานแปรรูปสุกรเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปสุกรในอาเซียนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย

อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมเนื้อสุกรของไทยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นการหลีกหนีการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ตลาดเนื้อและชิ้นส่วนสุกร อีกด้วย

 

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าเสรี โดยเฉพาะการเปิดตลาดใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้มากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรัดดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า โดยขณะนี้ประเทศไทยได้ส่งออกเนื้อสุกรสดชุดปฐมฤกษ์ไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย ภายหลังจากที่ทางการรัสเซียส่งผู้แทนมาตรวจสอบระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ และเปิดไฟเขียวอนุญาตนำเข้าเนื้อสุกรจากไทยไปรัสเซียและกลุ่มประเทศ Customs Union เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

“ขบวนคาราวานตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเนื้อสุกรสดชุดปฐมฤกษ์ของการส่งออก ไปยังรัสเซียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนี้ ประกอบด้วยเนื้อสุกรแช่แข็ง 48 ตัน ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนสมาคมต่างๆ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย และสมาคม
ผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก เป็นต้น ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานการควบคุมสินค้าทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระดับฟาร์มสุกร กระทั่งถึงโรงฆ่าและการแปรรูป”

รัสเซียมีความต้องการนำเข้าเนื้อสุกรจากไทยไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 ตัน จากปริมาณความต้องการสุกรทั้งหมดปีละ 10 ล้านตัว ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะได้ขยายกำลังการผลิตเนื้อสุกรให้มากยิ่งขึ้น และจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ ตลอดจนนำเงินตราเข้าประเทศ ซึ่งการนำเข้าเนื้อสุกรชุดปฐมฤกษ์จากประเทศไทยในครั้งนี้ ทางการรัสเซียได้ส่ง ดร.ดีมิทรี แพฟลอฟ เป็นผู้แทนสัตวแพทย์รัสเซียเพื่อทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์ ในการควบคุมขบวนการผลิตเนื้อสุกรส่งออก ณ โรงฆ่าและแปรรูป นอกจากนี้จากข้อมูลการส่งออกด้านปศุสัตว์ของไทยไปยังรัสเซียในปีที่ผ่านมา พบว่า มีมูลค่ารวมถึง 83.14 ล้านบาท คิดเป็นน้ำหนักส่งออกรวม 1,098.66 ตัน จากผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แปรรูป เนื้อไก่แช่แข็ง และเนื้อเป็ดแช่แข็ง ทั้งนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยจะผลิตเนื้อสุกรป้อนสู่ตลาดรัสเซีย และประเทศในเครือ Customs Union อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเปิดตลาดใหม่ๆ รวมถึงเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ตลาดภายในประเทศ
เป็นตลาดผู้บริโภคภายในประเทศเราซึ่งนับตั้งแต่หน่วยเล็กสุดระดับหมู่บ้านเป็นการฆ่าเนื่องในงานพิธีต่าง ๆ ไปจนถึงตลาดกลางซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยบริษัทเอกชน โดยจัดให้มีการประมูลราคาสุกรกันตามคุณภาพ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามปัญหาของตลาดภายในประเทศก็ยังคงมีอยู่เนื่องมาจาก

1) ระบบตลาดไม่เหมาะสม การตลาดสุกรยังมีกลไกที่สลับซับซ้อนผู้เลี้ยงไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ ส่วนเหลื่อมของราคายังไม่เป็นธรรมแก่ผู้เลี้ยง พ่อค้า ( เจ้าของเขียง ) และผู้บริโภคขาดการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ และขาดเสถียรภาพ โดยปกติจะเห็นว่า ขณะที่ราคาสุกรมี
ชีวิตลดลงแต่ราคาเนื้อสุกรตามเขียงจะยังคงราคาอยู่ไม่ลดลงหรือลดลงในอัตราที่ไม่เป็นสัดส่วนยุติธรรม

2) ตลาดรับซื้อสุกร ยังไม่มีการรับซื้อสุกรตามคุณภาพซาก ไม่ทำให้เกิดการจูงใจในการผลิตสุกรคุณภาพดี และทำให้การพัฒนาพันธุ์สุกรเป็นไปอย่างช้า ๆ
3) ระบบการฆ่าสุกร ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร และรัฐยังควบคุมมากจนขาดความคล่องตัวและขาดประสิทธิภาพ ในขณะที่ราคาสุกรลดลง เจ้าของฟาร์มอาจจะทำการชำแหละเนื้อสุกรขายเสียเอง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของรัฐควรจะอำนวยความสะดวกให้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น จะเป็นการลดความเสียหายให้กับฟาร์มเลี้ยงสุกร และยังช่วยลดการลักลอบฆ่าสุกรลดลงด้วย

ตลาดต่างประเทศ
การผลิตสุกรของประเทศไทยเรานั้นมีโอกาสและได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้านมากในแง่ของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งเรามีมากพอที่จะผลิตสุกรได้ตลอดเวลาและในจำนวนที่ตลาดต้องการ แต่การผลิตสุกรยังต้องอาศัยตลาดในประเทศเป็นหลัก มีจำนวนเล็กน้อยที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาต่าง ๆ ดังนี้
1) ขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการบุกเบิกหาตลาดและมาตราการการสนับสนุน และช่วยเหลือการส่งออก ทั้งด้านการลด ภาษีการส่งออกลดภาษีขาเข้าของวัตถุดิบอาหารบางอย่างเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการ ติดต่อเจรจาเพื่อขอลดภาษีขาเข้าจากประเทศผู้สั่งเข้าสุกรจากประเทศไทยเรา เป็นต้น

2) ขาดโรงฆ่าสัตว์ที่ทันสมัยและถูกสุขลักษณะอนามัยตลาดต่างประเทศจะคำนึงถึงคุณภาพซากสุกรที่ดี และถูกสุขลักษณะอนามัย นั่นคือ โรงฆ่าสัตว์จะต้องได้มาตรฐาน และสะอาด ซึ่งในบ้านเราโรงฆ่าสัตว์ยังด้อยในเรื่องของความสะอาดถูกอนามัย ซึ่งเป็นที่รังเกียจของตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลได้เปิดโอกาสให้เอกชนลงทุนสร้างโรงฆ่าสัตว์ได้ ก็จะทำให้โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกมาตรฐานของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น

3) ปัญหาโรคระบาดนับว่าเป็นปัญหาสำคัญของการเปิดตลาดต่างประเทศ โรคระบาดที่สำคัญและเป็นสิ่งต้องห้ามของตลาดต่างประเทศ คือ โรคปากและเท้าเปื่อย อหิวาต์ โรคพิษสุนัขบ้าเทียม ดังนั้น รัฐบาลควรที่จะมีแผนการป้องกันและปราบปรามโรคอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยเฉพาะในเขตที่มีการ ส่งเสริมการผลิตสัตว์เพื่อการส่งออก ต้องมีการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสัตว์เข้าเขตปลอดโรคอย่างจริงจัง

2

การเลี้ยงสุกรเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการผลิตเนื้อสัตว์ในประเทศไทยเราอย่างมาก มีการพัฒนาทั้งใน ด้านพันธุ์ การให้อาหาร และวิธีการจัดการฟาร์ม จนเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยะประเทศแล้ว หรือล้ำหน้าบางประเทศในแถบเอเซียด้วยกัน ระหว่างปี 2526 จนถึง 2531 ปริมาณการผลิตสุกรในประเทศจะ เพิ่มขึ้น 9.4 เปอร์เซนต์ แต่ในปี 2531 นั้นปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2530 เพียง 2.1 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้เป็นเพราะเกิดโรคระบาดขึ้นในช่วงปลายปี 2530 ทำให้สุกรแม่พันธุ์รวมทั้งลูกสุกรตายไปเป็น จำนวนมากการผลิตสุกรจึงไม่สามารถขยายตัวได้เท่าที่ควร อีกสาเหตุก็เพราะอาหารสัตว์มีราคาแพงขึ้นตั้งแต่กลางปี 2530 จนถึงปี 2531 ทำให้ต้นทุนการผลิตในปี 2531 สูงกว่าในปี 2530 ( ตารางที่ 1.2) ผู้เลี้ยงสุกรจึงไม่สามารถเพิ่มการผลิตขึ้นได้ผู้เลี้ยงรายย่อย ที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัดก็จำเป็นต้องลดปริมาณการเลี้ยงลงหรือเลิกกิจการไปปัจจุบันการเลี้ยงสุกรแบบพื้นบ้านมีแนวโน้ม ลดลงในขณะเดียวกันการเลี้ยงในเชิงธุระกิจการค้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

สุกรนั้นสามารถให้ผลิตภัณฑ์เนื้อในหลายรูปแบบ นับตั้งแต่เนื้อสุกร เนื้อสามชั้น เนื้อสะโพก เครื่องใน จนกระทั่งหนังสุกร เกือบจะกล่าวได้ว่าไม่มีส่วนใดในร่างกายสุกรสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ระบบการผลิตสุกรก็จะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการผลิตสุกรก็จะเป็นการขุนสุกร หรือมีการผลิตลูกสุกรขายเพื่อนำไปขุนหรือบางฟาร์มก็อาจจะทำการเลี้ยงสุกรพันธุ์เพื่อผลิตพ่อแม่ขาย บางฟาร์มก็อาจจะทำหมดทุกวัตถุประสงค์ทั้งผลิตพ่อแม่พันธุ์ ผลิตลูกสุกรและทำการขุนสุกรไปพร้อม ๆ กันอย่างไรก็ตาม ระบบการเลี้ยงสุกรในปัจจุบันก็จะมีระบบใหญ่ ๆ ด้วยกัน

ระบบการเลี้ยงขนาดเล็ก เป็นการเลี้ยงแบบพื้นบ้าน ซึ่งมักจะเรียกว่าเป็นหมูออมสินมีวิธีการเลี้ยงอย่างง่าย ๆ อาจจะมีการผูกสุกรไว้ใต้ถุนบ้าน หรือขังไว้ในเล้าแบบง่าย ๆ ส่วนใหญ่จะให้เศษอาหาร หรือเศษผัก หรือวัตถุดิบอาหารตามแต่จะหาได้ มาต้มรวมกัน หรืออาจจะให้กินโดยไม่มีการต้ม ซึ่งอาจจะมีการเสริมอาหารข้นหรือไม่ก็ตาม ไม่มีการจัดการและการให้อาหารที่ถูกต้องอันเป็นผลทำให้สุกรโตช้า คุณภาพซากต่ำประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ต่ำ และมักจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดขึ้นกับทั้งสุกร และผู้เลี้ยงสุกรเองด้วย ในปี 2520 ได้มีการศึกษาการเลี้ยงสุกรขุนแบบพื้นบ้านพบว่าผู้เลี้ยงจะต้องใช้เวลาเลี้ยง 10 เดือน 3 สัปดาห์ จึงจะผลิตสุกรได้ขนาดน้ำหนัก 120 กิโลกรัมและเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เป็นเงิน 11.48 บาท ( ตารางที่ 1.3) วิธีการเลี้ยงแบบนี้จะใช้ต้นทุนต่ำ เหมาะกับผู้ที่มีต้นทุนน้อยและยังไม่มีประสบการณ์พอ หรือไม่มีความสามารถที่จะจัดการดูแลสุกรแบบการค้าได้

24

เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้ใฝ่รู้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ หาช่องทางการตลาดใหม่ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากมูลและน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอด และต้องพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับทุกสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนอยู่ในขณะนี้ในสภาวะการปัจจุบัน ราคาสุกรมีชีวิตตามประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ วันที่ 17 ตุลาคม 2555 เฉลี่ยทั่วประเทศกิโลกรัมละ 53 บาท และสุกรมีชีวิตที่หน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 48 – 51 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วลดลงคิดเป็นร้อยละ 15.41 ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่กิโลกรัมละ 58 – 60 บาท เนื่องจากเกษตรกรขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตสุกรมากกว่าความต้องการบริโภค กรมปศุสัตว์ จึงแนะนำให้เกษตรกรควรปรับตัวดังนี้

เกษตรกรควรปรับการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการบริโภคของประชากรในประเทศ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลและเทศกาล เช่น เทศกาลกินเจ และปิดภาคเรียน ต้องปรับปริมาณการผลิตลดลงกว่าภาวะปกติ ต้องมีความใฝ่รู้ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาพันธุกรรมสุกรที่เหมาะสมกับสภาพการเลี้ยงในแต่พื้นที่และตรงกับความต้องการของตลาด มีฐานข้อมูลรองรับเรื่องการผลิตลูก การขุน ระยะเวลา และปริมาณการใช้อาหาร เพื่อวางแผนธุรกิจอย่างชัดเจน (ใช้พันธุกรรมสุกรจาก สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์) ใช้วัตถุดิบราคาถูกที่มีในท้องถิ่นหรือที่หาได้มาทดแทนวัตถุดิบราคาแพงในการผลิตอาหารสุกรเพื่อลดต้นทุน และหาทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ของอาหารสุกร (ได้รับคำแนะนำ และองค์ความรู้จากเจ้าหน้าที่ กรมปศุสัตว์) มีการใช้ประโยชน์จากมูลสุกร โดยผลิตเป็นก๊าซชีวภาพและเป็นปุ๋ยกากตะกอนที่ได้รับจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพ สำหรับเกษตรกรรายเล็ก รายย่อย ต้องมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายกันทำกิจกรรมต่างๆในวงจรการผลิตและจำหน่ายสุกร รวมถึงมีการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ และมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยผู้นำกลุ่มต้องเป็นผู้ที่มีความเข้มแข็ง มีจิตใจดี มีการแบ่งปัน และเสียสละเพื่อสมาชิกกลุ่ม

การเพิ่มทักษะเพื่อหาช่องทางธุรกิจและการตลาดเพื่อรองรับผลผลิตที่แน่นอน นอกเหนือจากการขายลูกสุกรขุน สุกรขุน สุกรพันธุ์ เนื่องจากราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม กับราคาเนื้อสุกรหน้าเขียงแตกต่างกันมาก ทำให้ผู้ค้าได้กำไรมาก แต่ผู้เลี้ยงไม่ได้กำไร เกษตรกรจึงควรหาช่องทางเปิดเขียงจำหน่าย   เนื้อสุกรชำแหละผ่าซีกและชำแหละเป็นชิ้นส่วนเนื้อสุกรเอง รวมถึงการผลิตสินค้าจากเนื้อสุกร จำหน่าย เพื่อความอยู่รอด

ไทยนับเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในรูปของสุกรมีชีวิต(สุกรพันธุ์ และลูกสุกรขุน) เนื้อสุกร และผลิตภัณฑ์สุกร เนื่องจากมีความพร้อมในการขยายปริมาณการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ จากปัจจุบันที่ไทยมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 10-12 ล้านตัว/ปี และการเลี้ยงร้อยละ 75 เป็นการเลี้ยงของเกษตรกรรายย่อย ที่เหลืออีกร้อยละ 25 เป็นการเลี้ยงในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่เพื่อการค้าหรือการเลี้ยงลักษณะลูกเล้า(การเลี้ยงในระบบประกันราคากับโรงงานแปร รูปสุกร) คาดว่าในอนาคตการเลี้ยงจะเข้าสู่ระบบการเลี้ยงเป็นฟาร์มขนาดใหญ่หรือการเลี้ยงลักษณะลูกเล้ามากขึ้น ซึ่งทำให้มีการยกระดับมาตรฐานการจัดการฟาร์มสุกร และสามารถขยายปริมาณการผลิตเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานเพื่อการส่งออกได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่การผลิตร้อยละ 98 เพื่อการบริโภคภายในประเทศ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือ

• พันธุ์สุกรที่มีคุณภาพ ทั้งสุกรพ่อแม่พันธุ์ และสุกรขุน ซึ่งเป็นที่ยอมรับในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งมีระบบมาตรฐานฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศอาเซียนใหม่(ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม)มีการนำเข้าสุกรมีชีวิตและนำเอาระบบการจัดการฟาร์มไปเป็นแบบอย่างเพื่อยกระดับฟาร์มสุกรในแต่ละประเทศ

• โรงงานชำแหละสุกรมาตรฐานเพื่อการส่งออก 8 แห่ง กำลังการผลิตประมาณ 6,750 ตัน/วัน ทำให้ไทยมีกำลังการผลิตเนื้อสุกรสดแช่เย็นแช่แข็งที่ได้มาตรฐานการส่งออก รวมทั้งมีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สุกรที่ทันสมัยที่ได้มาตรฐานสากล 28 โรงงาน ทั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สุกรพื้นเมือง เช่น ลูกชิ้นหมู กุนเชียง แหนม หมูหยอง หมูแผ่น เป็นต้น และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สุกรแบบตะวันตก เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน เป็นต้น ซึ่งไทยสามารถขยายปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์สุกรเหล่านี้ได้อีกมากในตลาดAEC

• รัฐบาลสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกสุกร โดยการจัดทำยุทธ์ศาสตร์การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า สำหรับในอนาคต กระทรวงพาณิชย์จะเสนอคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ พิจารณากำหนดนโยบายดูแลด้านการผลิตให้ปริมาณผลผลิตสุกรมีเสถียรภาพสอดคล้องกับตลาดรองรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ และกำหนดราคาขั้นสูงและขั้นต่ำของสุกรมีชีวิตเพื่อให้เกษตกรกรจำหน่าย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสุกรให้ผู้เลี้ยงสุกรมีความมั่นคงในอาชีพ และผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมในด้านราคา

ประเด็นที่ผู้ประกอบธุรกิจสุกรและธุรกิจต่อเนื่องจะต้องคำนึงถึงด้วยคือ ในอนาคตความต้องการสุกรและผลิตภัณฑ์อาจจะเปลี่ยนไปเป็นความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์สุกรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์สุกรจากฟาร์มที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม เป็นต้น รวมทั้งผู้บริโภคมีแนวโน้มจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุกรโดยพิจารณาจากตรา ยี่ห้อมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานของการผลิต ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจสุกรและธุรกิจต่อเนื่องต้องปรับตัวเพื่อเตรียมรับกับความต้องการของผู้บริโภค ด้วยเช่นกัน

ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้ประเทศต่างๆในอาเซียนเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตสุกร โดยการเปิดรับการเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจการเลี้ยงสุกรและแปรรูปสุกรจากต่างประเทศ โดยแนวทางการปรับจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งของการเลี้ยงสุกรของประเทศในAEC ได้แก่

การเลี้ยงในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่เพื่อการค้าทดแทนฟาร์มรายย่อยและการเลี้ยงสุกรแบบพื้นบ้าน เดิมการเลี้ยงสุกรส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงของ เกษตรกรรายย่อยและการเลี้ยงแบบพื้นบ้าน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณสุกรที่ผลิตได้นั้นไม่แน่นอน เนื่องจากมักจะประสบปัญหาในเรื่องระบบการจัดการฟาร์มที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะปัญหาการป้องกันโรคระบาดที่สร้างความเสียหายอย่างมากต่อปริมาณการผลิตสุกร ดังนั้น การพัฒนาการเลี้ยงสุกรในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาจึงมุ่งเน้นไปที่การเลี้ยงในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่เพื่อการค้า หรือระบบลูกฟาร์ม โดยเน้นระบบการจัดการฟาร์มที่ทันสมัย ปลอดโรค ถูกสุขลักษณะ และปลอดจากสารเคมีตกค้างในเนื้อสุกร ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศแล้วยังเป็นการสร้างตลาดส่งออกในอนาคต เนื่องจากประเทศในภูมิภาคอาเซียนยังคงไม่ได้รับการรับรองจากองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ(The Office International des Epizooties :OIE) เป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายการส่งออกเนื้อสุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง โดยการส่งออกส่วนใหญ่ยังเป็นสุกรแปรรูป โดยเฉพาะเนื้อสุกรต้มสุก และผลิตภัณฑ์สุกรเท่านั้น

การพัฒนาโรงฆ่าและชำแหละสุกรที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล เดิมการฆ่าและชำแหละสุกรส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งระบบการจัด เก็บและการขนส่งที่ยังไม่มีระบบการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อรักษาคุณภาพของเนื้อสุกรก่อนถึงมือผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนส่วนใหญ่ยังนิยมบริโภคเนื้อสุกรสด และ นิยมซื้อจากตลาดสด ซึ่งปัจจุบันตลาดลักษณะนี้ยังเป็นตลาดส่วนใหญ่ของการจำหน่ายเนื้อสุกรในประเทศต่างๆในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภคเนื้อสุกรที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ทำให้เริ่มมีตลาดเนื้อสุกรที่มีตรายี่ห้อ อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการสร้างตลาดส่งออกในอนาคตอีกด้วย เนื่องจากผู้นำเข้าในต่างประเทศสามารถตรวจสอบ ย้อนกลับถึงระดับฟาร์มที่เลี้ยงสุกร และโรงฆ่าชำแหละสุกร ซึ่งทำให้มั่นใจในคุณภาพของเนื้อสุกร

การลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สุกร โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สุกรเริ่มเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากขึ้น จากเดิมที่มีการปรรูปผลิตภัณฑ์สุกรใน ลักษณะผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เช่น ลูกชิ้นหมู กุนเชียง หมูยอ แหนม หมูหยอง หมูแผ่น เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันโรงงานเหล่านี้มีการพัฒนาให้มีการผลิตที่ทันสมัยได้มาตรฐานมากขึ้น และสามารถขยายตลาดส่งออกได้ด้วย นอกจากนี้ จากความนิยมบริโภคอาหารตะวันตกมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์สุกรประเภทไส้กรอก แฮม เบคอน ฯลฯ ได้รับความนิยมมากขึ้น และมีการตั้งโรงงานผลิตในบางประเทศในอาเซียนเช่น ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เป็นต้น เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้า

การลงทุนขยายพื้นที่ปลูกวัตถุดิบอาหารสัตว์และตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป จากการขยายตัวของธุรกิจฟาร์มสุกรส่งผลให้ต้องมีการขยายพื้นที่ปลูกวัตถุดิบอาหารสัตว์เพื่อรองรับปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง นอกจากนี้ อาหารสัตว์นับว่าเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญ โดยมีสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 70 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ดังนั้น การมีวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพียงพอนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจการผลิตสุกร

สำหรับในอนาคตโรงงานผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปก็จะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ในAECยังคงผสมอาหารเลี้ยงสุกรเอง แต่ในอนาคตเมื่อธุรกิจฟาร์มสุกรมีการพัฒนาเป็นการเลี้ยงในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่เพื่อการค้ามากขึ้น เกษตรกรคงต้องหันไปใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูปมากขึ้น ทั้งเพื่อการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานในการผลิตสุกร รวมทั้งการควบคุมต้นทุนการผลิต เนื่องจากโรงงานอาหารสัตว์สำเร็จรูปมีการปรับส่วนผสมของวัตถุดิบอาหารสัตว์ตามการเปลี่ยนแปลงของราคาในแต่ละช่วงภาย ใต้การควบคุมคุณค่าของโภชนาการให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุของสุกร

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com