ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐ ในการกดดันให้ไทยและอีกหลายประเทศในเอเชีย ยอมเปิดตลาดให้มีการนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนสุกรแปรรูปจากสหรัฐ ได้กลายเป็นอีกหนึ่ง “ประเด็นร้อน” ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากไทยยอมเปิดตลาดให้สหรัฐ ตามที่เรียกร้องจริง นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด และมีผลให้ราคาเนื้อสุกรในประเทศตกต่ำลงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในไทยโดยเฉพาะรายเล็กและรายกลาง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ในห่วงโซ่การผลิต และกระทบต่อความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคในไทยอีกด้วย

ปัจจุบันทั่วโลกมีการผลิตเนื้อสุกรอยู่ที่ราว 100 ล้านตันต่อปี โดยที่ “จีน” คือ ประเทศที่ผลิตสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก ในขณะที่ “สหรัฐ” กลับครองแชมป์ผู้ส่งออกเนื้อสุกรอันดับ 1 โดยอยู่ที่ราว 2.4 ล้านตัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดราว 1 ใน 3 ของปริมาณการส่งออกทั่วโลกในปี 2012 เนื่องจากผลผลิตสุกรในสหรัฐมีมากเกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ และชิ้นส่วนสุกรบางอย่างโดยเฉพาะส่วนหัว ขา และเครื่องใน คนไม่นิยมบริโภคและขายในประเทศไม่ได้ ซึ่งนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐพยายามผลักดันให้มีการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ไปขายยังตลาดต่างประเทศมาโดยตลอด

ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในสหรัฐ ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์มาจากการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนดังกล่าว ก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดโลก เพราะทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐสามารถตั้งราคาขายเนื้อสุกรได้ต่ำและสามารถตีตลาดในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

รัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในการปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ เนื่องจากไทยสามารถผลิตเนื้อสุกรได้ในปริมาณที่มากเพียงพอสำหรับความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว เพราะหากไทยอนุญาตให้มีการนำเข้าก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสุกรของไทยทั้งระบบ และมีส่วนทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาดและกลไกด้านราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อการจ้างงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ซึ่งมีจำนวนมากถึงราว 10-12 ล้านคน

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ร่วมด้วย หากเรามีจุดยืนที่แข็งกร้าวในการปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรมองหาช่องทางและโอกาสในการขยายเข้าไปลงทุนในธุรกิจฟาร์มสุกรและโรงงานแปรรูปสุกรในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี และรวมไปถึงโอกาสในการเข้าไปลงทุนในโรงงานแปรรูปสุกรเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปสุกรในอาเซียนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย

อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมเนื้อสุกรของไทยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นการหลีกหนีการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ตลาดเนื้อและชิ้นส่วนสุกร อีกด้วย

Tags:

Comments are closed.

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com