สินค้าและบริการ

ลูกหมูท้องเสียเกิดจากอะไรได้บ้าง

Wednesday, January 11th, 2017

%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a3

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ลูกสุกรถือเป็นผลผลิตที่เป็นดัชนีสำคัญที่ใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการผลิตของฟาร์ม ดังนั้นการเลี้ยงเพื่อให้ได้จำนวนลูกสุกรต่อแม่ต่อปีที่มากนั้น ผู้เลี้ยงต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกสุกรแรกเกิดนั้นระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคยังเจริญพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้นการจัดการเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่อลูกสุกรแรกเกิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ฟาร์มลดการสูญเสียจำนวนลูกสุกรลงได้

ในฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึงอาการหรือโรคที่เป็นปัญหาสำคัญและพบได้บ่อยมากในลูกสุกรดูดนม นั่นคือ อาการท้องเสีย เนื่องจากท้องเสียในลูกสุกรดูดนมนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนมากมักเกิดจาก เชื้ออีโคไล (Colibacilosis) , การได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ ,โรคทีจีอี (TGE; Transmissable gastroenteritis), ท้องเสียจากเชื้อคลอสตริเดียม (Clostridial enteritis) , โรคบิดมีตัว (Coccidiosis) และ ท้องเสียจากเชื้อไวรัสโรตา (Rotaviral enteritis) ซึ่งโรคเหล่านี้ลูกสุกรจะแสดงอาการท้องเสียเป็นหลัก และแต่ละโรคนั้นจะมีอัตราการป่วยและอัตราการตายที่แตกต่างกันออกไป โดยพบว่า สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสจะทำให้ลูกสุกรแสดงอาการอย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่าการท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรีย โดยสาเหตุของการท้องเสียในลูกสุกรนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ เชื้ออีโคไล(Colibacilosis), เชื้อคลอสตริเดียม(Clostridial enteritis)
  2. ท้องเสียจากเชื้อไวรัส ได้แก่ โรคทีจีอี (TGE; Transmissable gastroenteritis), โรคพีอีดี(PED; Porcine epidemic diarrhea) ,โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) และ เชื้อไวรัสโรตา (Rotaviral enteritis)
  3. ท้องเสียจากเชื้อโปรโตซัว ได้แก่ โรคบิดมีตัว (Coccidiosis)
  4. ท้องเสียที่เกิดจากการจัดการ ได้แก่ อุณหภูมิต่ำ, ลมโกรก, ความชื้นสูง, ปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ

อาการที่แสดง (Clinical signs)

โดยทั่วไปลูกสุกรสามารถแสดงอาการท้องเสียได้ตลอดช่วงดูดนม แต่พบว่ามี 2 ช่วงที่พบอาการท้องเสียได้สูงมากในลูกสุกร คือ ช่วงแรกเกิดถึง 5 วัน และช่วง 7-14 วัน โดยอาการที่แสดงแบ่งออกได้ดังนี้

  1. ชนิดเฉียบพลัน ( Acute Disease )

อาการท้องเสียแบบเฉียบพลัน มักจะพบว่าลูกสุกรที่สุขภาพดีจะตายก่อน เมื่อนำไปผ่าซากจะพบการอักเสบแบบรุนแรงของลำไส้ (Severe acute enteritis)ในขณะที่ไม่พบอาการท้องเสียใดๆ หรือบางครั้งอาจพบว่าลูกสุกรมีการนอนสุมกันและมีอาการตัวสั่น อาจพบว่าบริเวณหางและรูทวารเปียก บริเวณคอกมีกลิ่นเหม็นคาว ลูกสุกรตัวแห้งเนื่องจากภาวะขาดน้ำ และอาจพบอุจจาระได้ตั้งแต่สีขาวจนถึงสีส้มตามบริเวณคอกและในบางครั้งอาจพบว่าก่อนลูกสุกรตายจะแสดงอาการชักแบบหมุนและมีน้ำลายฟูมปากได้

  1. ชนิดกึ่งเฉียบพลัน (Subacute disease)

อาการท้องเสียแบบกึ่งเฉียบพลันนั้นจะคล้ายกับแบบแรก แต่มักจะมีความรุนแรงน้อยกว่าและมีอัตราการตายที่ต่ำกว่า โดยอาการท้องเสียแบบกึ่งเฉียบพลันนี้มักจะพบในลูกสุกรที่มีอายุระหว่าง 7-14 วัน และมักจะพบว่าอุจจาระมีลักษณะเป็นน้ำจนถึงเป็นครีมและบ่อยครั้งพบว่ามีสีขาวปนเหลือง

การเลี้ยงและการดูแลหมูพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์

Friday, December 30th, 2016

pig

หมูตัวผู้ที่จะนำมาใช้ผสมพันธุ์ได้ดี ควรมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ มีขนาดและอายุที่พอเหมาะเพื่อให้สามารถผลิตน้ำเชื้อที่มีคุณภาพดีพอเพียง มีผลทำให้การผสมติดสูงและได้จำนวนลูกมากเป็นปกติ แม้ว่าหมูตัวผู้สามารถผลิตอสุจิได้บ้างแล้วเมื่อมีอายุย่างเข้า 4 เดือนก็ตาม แต่จำนวนน้ำเชื้อและอสุจิที่ผลิตได้จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อหมูมีอายุมากขึ้น ดังนั้นหมูตัวผู้ที่จะนำมาใช้ผสมพันธุ์ควรมีขนาดใหญ่พอเหมาะที่จะผสมกับแม่หมูที่มีขนาดปกติได้ โดยปกติมักใช้ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 8 เดือน และมีน้ำหนักประมาณ 80-90 กิโลกรัม สำหรับหมูพ่อพันธุ์ต่างประเทศควรมีน้ำหนักราว 115 กิโลกรัม การเลี้ยงหมูพ่อพันธุ์ ปกติให้อาหารวันละมื้อ พ่อพันธุ์ที่มีน้ำหนักมากเกินไปหรืออ้วนควรให้ออกกำลังบ้าง หรือลดอาหาร และให้อาหารหยาบมากขึ้น

หมูสาวเจริญเติบโตในลักษณะเช่นเดียวกันกับหมูหนุ่ม เมื่อมีอายุมากขึ้นปริมาณของไข่ที่ตกจากรังไข่จะเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณลูกที่คลอดมีจำนวนมาก จนกระทั่งแม่หมูมีอายุประมาณ 15 เดือน ปริมาณไข่ที่ตกก็จะคงที่โดยปกติจะผสมพันธุ์หมูสาวเมื่อมีอายุได้ราว 7-8 เดือน หรือน้ำหนักราว 110-115 กิโลกรัม (สำหรับหมูพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 80-90 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของหมูพันธุ์พื้นเมืองด้วย) การผสมพันธุ์แม่หมูที่มีขนาดเล็ก หรือมีอายุน้อยอยู่จะทำให้อายุการใช้งานของแม่หมูตัวนั้นสั้นลง และจำนวนลูกที่ได้ก็น้อยด้วย ทั้งนี้เนื่องจากการตกไข่จากรังไข่มีน้อย  การผสมพันธุ์แม่หมูควรกะเวลาให้พอดี กับระยะการตกไข่ เพราะจะทำให้ได้ผลดีกว่าการผสมในเวลาอื่น แม่หมูส่วนใหญ่จะกลับเป็นสัดอีกภายใน 3-7 วัน หลังการหย่านม แม่หมูแสดงการเป็นสัดนานประมาณ 48-72 ชั่วโมง (หมูสาวนานประมาณ 36-60 ชั่วโมง) การตกไข่เกิดขึ้นประมาณช่วงกลางๆ ของการเป็นสัด แต่ไข่จะไม่ตกพร้อมกันทีเดียวทั้งหมด การผสมหมูสาวหรือแม่หมูควรผสมซ้ำ หรือผสมครั้งที่สอง โดยทิ้งระยะให้ห่างจากครั้งที่หนึ่งประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย ปกติการผสมพันธุ์หมูมักทำในตอนเช้าและเย็นเพราะอากาศไม่ร้อน ไม่ควรผสมพันธุ์หมูขณะที่ป่วย หรือหลังการฉีดวัคซีนใหม่ๆ วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยให้การผสมพันธุ์ได้ผลดีขึ้น และเพิ่มลูกต่อครอกให้มากขึ้น

เกร็ดความรู้เรื่องการผลิตลูกชิ้น

Thursday, October 6th, 2016

meatproduct-06

  1. เนื้อหมู, เนื้อวัว และเนื้อไก่ที่เลือกใช้ควรมีความสดใหม่ แห้ง ไม่เยิ้มน้ำ ไม่มีมันหรือเอ็นติดมากจนเกินไปหรือเลือกใช้เนื้อที่ผ่านการฆ่าชำแหละมาใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น
  2. เนื้อที่จะเตรียมนำมาผลิตควรมีอุณหภูมิประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส ดังนั้นเมื่อได้เนื้อที่ผ่านการชำแหละแล้ว ให้นำมาแช่เย็นเพื่อทำการบ่มเนื้อ อาจใช้เวลา 24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น แต่ไม่ควรแช่เนื้อจนแข็ง
  3. การสับนวดผสมเป็นขั้นตอนที่จำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิ โดยอุณหภูมิของส่วนผสมเมื่อเสร็จ ไม่ควรเกิน 15 องศาเซลเซียส ดังนั้นก่อนเริ่มการสับนวดผสมควรทำให้เครื่องสับนวดผสมเย็นเสียก่อนด้วยการเดินเครื่องพร้อมสับน้ำแข็งเปล่า ๆ จนเครื่องเย็นแล้วจึงนำส่วนผสมที่ผ่านการแช่เย็นมาสับนวดผสม ถ้าเครื่องสับผสมมีฝาปิดหรือสับผสมในห้องปรับอากาศจะสามารถช่วยเก็บรักษาความเย็ฯในขณะสับผสมได้ดียิ่งขึ้น
  4. ขณะการสับผสมไม่ควรใช้มือลงไปกวนส่วนผสมบ่อย ๆ เพราะอาจสูญเสียความเย็นได้
  5. ระหว่างที่ทำการสับนวดผสมควรเตรียมน้ำอุ่นในขั้นตอนต่อไปให้พร้อมตามอุณหภูมิที่กำหนด เพื่อจะได้นำวัตถุดิบที่สับผสมเสร็จแล้วมาขึ้นรูปทันทีและน้ำควรมีอุณหภูมิคงที่ตลอดเวลา ไม่เย็นหรือร้อนเกินอุณหภูมิที่กำหนด
  6. ผู้ผลิตอาจเพิ่มความหลายหลากให้ผลิตภัณฑ์ด้วยการเพิ่มส่วนผสมอื่น ๆ เช่น สาหร่าย, พริกไทยดำ, แครอท, ฟักทอง, เอ็นหมู, เอ็นไก่, เอ็นเนื้อ ฯลฯ สามารถใส่ส่วนผสมเหล่านี้ในขั้นตอนของการสับผสมได้ทันที เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์และเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค
  7. ถ้าต้องการยืดระยะเวลาการเก็บรักษาลูกชิ้นให้ยาวขึ้น อาจใส่สารกันบูดประเภทเบนโซเอท แต่ไม่เกิน 0.1% ของส่วนผสมทั้งหมด
  8. ควรเลือกเครื่องสับนวดผสมที่มีคุณภาพสูงเพื่อประหยัดเวลาและควบคุมอุณหภูมิในการสับนวดผสม โดยเลือกใช้ใบมีดที่มีลักษณะเป็นฟันเลื่อย ซึ่งจะสามารถตีลูกชิ้นได้เหนียวดีกว่าใบตีที่เป็นคมมีด ปริมาณใบมีดควรมีอย่างน้อย 3 ใบมีดหรือมากกว่านั้น
  9. การขึ้นรูปด้วยมือควรบีบไล่อากาศออกขณะขึ้นรูปซึ่งจะทำให้ลูกชิ้นมีเนื้อสัมผัสที่ดี ไม่มีโพรงอากาศภายในเนื้อลูกชิ้น
  10. การสังเกตว่าลูกชิ้นมีความยืดหยุ่น อ่อนนุ่ม และคงรูปหรือไม่ นอกจากใช้วิธีการจับเวลาแล้ว ควรใช้วิธีการบีบสัมผัส เมื่อบีบแล้วลูกชิ้นมีความยืดหยุ่นสูง ไม่เหลวเละ แสดงว่าลูกชิ้นมีความคงรูปได้ที่แล้ว จากนั้นตักขึ้นแล้วนำไปทำให้สุกทันที

ความปลอดภัยจากสารปนเปื้อนในเนื้อสุกร

Thursday, October 29th, 2015

MNewsImages_68844ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อเนื้อหมูที่ใช้สารบางอย่าง สามารถสังเกตได้จากลักษณะสีของเนื้อที่จะมีสีแดงเข้ม กดเนื้อแล้วไม่มีความยืดหยุ่น มีสัดส่วนที่เป็นมันประมาณร้อยละ 30 มีเนื้อแดงประมาณร้อยละ 70 และเนื้อที่หั่นทิ้งไว้จะมีลักษณะค่อนข้างแห้ง แต่หมูปกติเมื่อหั่นทิ้งไว้จะพบว่ามีน้ำซึมออกมาจากผิว และถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้สัมผัสกับอากาศประมาณ 2-3 ชั่วโมงมักจะมีสีเข้มกว่าปกติ ที่สำคัญหากวางไว้ในที่โล่งๆยังไม่มีแม้แต่แมลงวันตอมแล้วแสดงว่าเนื้อหมูนั้นมีสารปนเปื้อนอยู่อย่างแน่นอน ดังนั้นการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ครั้งต่อไปขอให้หลีกเลี่ยงเนื้อหมูดังกล่าว และผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อหมูที่มีสีชมพูอ่อนๆ เนื้อแน่น นุ่มเป็นมัน ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเมือกลื่น

ความมั่นใจของผู้บริโภคด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยของเนื้อสัตว์จำเป็นต้องมีการใช้ระบบประกันคุณภาพการผลิตที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ในส่วนของการผลิตอาหารหรือโรงฆ่าหมู อย่างน้อยควรปรับปรุงให้มีการบังคับใช้ระบบปฏิบัติที่ดีในกระบวนการผลิตเป็นระบบพื้นฐาน หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพควรที่ส่งเสริมให้นำระบบการวิเคราะห์จุดวิกฤตและควบคุมอันตรายในโรงฆ่าสัตว์และสถานประกอบการที่ผลิตอาหาร ซึ่งเป็นระบบประกันคุณภาพการผลิตที่เป็นสากล การนำระบบมาใช้เป็นผลดีกับทุกฝ่าย เช่น ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพดี ถูกสุขอนามัย สะอาด และปลอดภัย ผู้ผลิตที่นำระบบมาใช้ก็ได้รับผลดีที่ผลิตสินค้าคุณภาพ มีมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับของผู้ผลิต ผู้บริโภค

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตระหนักถึงความปลอดภัยของเนื้อสุกร แม้จะล้างเนื้อสุกรที่ซื้อมาจากตลาดจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสะอาด ไม่มีการปนเปื้อน ประเทศไทยไม่มีการแบ่งเกรดเนื้อสุกรเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรเพราะต้องการให้ได้เนื้อแดงที่มากขึ้นและได้ราคาที่ดี เมื่อได้รับสารเร่งมากๆจึงเกิดสารตกค้าง สารเร่งเนื้อแดงเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งและการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ แต่ไม่เพียงเท่านั้นไทยยังไม่มีโรงฆ่าที่มีมาตรฐาน มีความเสี่ยงที่จะมีเนื้อสุกรที่ติดเชื้อของโรคปากและเท้าเปื่อย สิ่งเหล่านี้ส่งผลไปยังการค้าและการส่งออก ไทยยังไม่มีมาตรการที่จะป้องกันการติดต่อของโรคทีดีพอ ยังใช้ยาปฏิชิวนะให้การรักษาซึ่งยังมีเชื้อโรคแฝงอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้เมื่อรับประทานก็จะได้รับยาปฏิชีวนะที่สะสมอยู่ รวมทั้งเชื้อโรคก็ได้รับไปด้วย เกิดการดื้อยาของเชื้อโรคมากขึ้นเมื่อเจ็บป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะมากขึ้น นอกจากนี้เนื้อสุกรที่มีการสำรวจตามแผงในตลาดมีการปนเปื้อนสารบอแรกซ์เพื่อป้องกันการบูดเน่าได้ง่ายโดยเฉพาะในหมูบด

เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรมีอิสระเสรีในการเลือกเลี้ยงสุกรและขยายการเลี้ยงมากขึ้น

Friday, October 2nd, 2015

12การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยถึงแม้จะมีพัฒนาการมายาวนาน แต่เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรมีอิสระเสรีในการเลือกเลี้ยงสุกรและขยายการเลี้ยงมากขึ้นในช่วงที่สุกรมีราคาดี และเพราะแรงจูงใจด้านราคาทำให้ผู้เลี้ยงขยายการเลี้ยงอย่างไม่มีขีดจำกัด เมื่อปริมาณสุกรมีมากเกินความต้องการผลที่ตามมาราคาก็จะตกต่ำ จนถึงระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแบกรับภาระการขาดทุนไม่ไหว ก็จะหยุดเลี้ยงสุกรไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อปริมาณสุกรลดลงถึงระดับที่ไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการของตลาด ราคาสุกรก็จะกลับปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จนกระทบถึงผู้บริโภคซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เหตุการณ์จะปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเช่นนี้ตลอดมา กล่าวคือ ราคาสุกรและปริมาณการเลี้ยงสุกรจะผันผวนเป็นวัฏจักรที่เรียกกันว่า “วัฎจักรสุกร” หรือ Hog Cycle ประกอบกับปัญหาโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย รวมทั้งการใช้สารต้องห้ามบางชนิดในสุกรส่งผลให้ตลาดสุกรของไทยไม่พัฒนาก้าวหน้าไปเท่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ และการที่เนื้อสุกรของไทยไม่สามารถส่งออกไปขายในตลาดสำคัญ ๆ

ในต่างประเทศที่นิยมบริโภคสุกร เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ทำให้การแก้ปัญหาวัฏจักรสุกรที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการใช้นโยบายการส่งออกเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ส่งผลให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาให้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุดได้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีการผลิตสุกร ความเพียงพอด้านพืชอาหารสัตว์ที่มีหลากหลายชนิด และการสั่งสมประสบการณ์และทักษะในการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวนมากที่สามารถพัฒนาไปสู่การเลี้ยงสุกรเพื่อการค้าได้ แต่เพราะข้อจำกัดด้านการตลาดและความไม่แน่นอนชัดเจนในนโยบายของรัฐในการพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรทำให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยย่ำอยู่กับที่ไม่มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศคู่แข่งทั่วโลก เช่น ประเทศจีน เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นต้น

การที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นความรับผิดชอบที่สำคัญที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกระดับจะต้องดูแลจะต้องรับผิดชอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจะต้องถือปฏิบัติภายใต้พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ด้วย เกี่ยวกับปัญหานี้ปรากฏว่า มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมลภาวะจากฟาร์มสุกรของประชาชนโดยทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการบริหารอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภาเองก็มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างฟาร์มสุกรในพื้นที่ไม่สมควรเข้ามาด้วยเช่นกัน

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com