ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกเนื้อสุกร
โรคระบาด เนื่องจากในปัจจุบันสภาพอากาศในประเทศไทยมีความแปรปรวน ทำให้ประสบปัญหาเรื่องโรคระบาดในสุกรทั้งโรค PED ในลูกสุกรแรกเกิดและโรค PRRS ทำให้อัตราการสูญเสียจากการเลี้ยงสุกรสูงขึ้น เกษตรกรจึงต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตสุกรขุนเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ปริมาณสุกร ในตลาดลดลงตามไปด้วย

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสุกร

  1. ภัยแล้งหรืออุทกภัย ในปี 2557 ปัญหาภัยแล้ง มีแนวโน้มมากกว่าปีที่ผ่านมา และ ถ้าเกิดในแหล่งผลิตพืชอาหารสัตว์ที่สำคัญของไทยหรือของโลก จะมีผลกระทบทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย และส่งผลให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ในอาหารสุกร นอกจากนี้ภาวะภัยแล้งยังทำให้ขาดแคลนน้ำสำหรับการเลี้ยงสุกร และคุณภาพน้ำต่ำลง แบคทีเรียในน้ำมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพสุกร เกษตรกรหลายรายต้องซื้อน้ำมาใช้เป็นการเพิ่มต้นทุน การผลิตและต้องใช้เวลาเลี้ยงนานขึ้นจากเดิมทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น
  2. สภาพอากาศที่แปรปรวน มีผลต่อการเจริญเติบโตของสุกร เช่น สภาพอากาศที่ร้อนจัด มีผลทำให้สุกรเกิดความเครียดกินอาหารน้อยและโตช้า ภูมิคุ้มกันลดลงเป็นโรคได้ง่าย และทำให้มีความเสี่ยง ต่อโรคระบาดด้วย
  3. ราคาน้ำมันและก๊าซ มีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับสูงหรือเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคา น้ำมันในตลาดโลกยังมีความผันผวน จากปัจจัยความไม่มั่นคงทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางและ อาฟริกาเหนือ (MENA) ไม่ว่าจะเป็นความไม่สงบทางการเมืองในอียิปต์ สงครามกลางเมืองในซีเรีย การก่อ การร้ายในอิรัก การโจมตีแหล่งน้ำมันและท่อส่งน้ำมันในไนจีเรีย กรณีพิพาทเรื่องน้ำมันระหว่างซูดานใต้ การยึดท่าเรือและคลังส่งออกน้ำมันในลิเบีย และการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคา น้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นระยะๆ และมีความผันผวนตลอดทั้งปีถ้าราคาปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งปัจจัย การผลิตต่างๆเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารสัตว์ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น
  4. ค่าแรงงาน อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในประเทศซึ่งสูงถึง 300 บาทต่อวัน ส่งผล กระทบทำให้ต้นทุนการผลิตสุกรสูงขึ้นด้วย เนื่องจากต้องปรับค่าจ้างแรงงานในการเลี้ยงสุกร รวมทั้งแรงงาน ต่างด้าวด้วย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังจะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำในอนาคต ซึ่งอาจทำให้แรงงาน ต่างด้าวไหลกลับไปทำงานในประเทศของตนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยรวมทั้งผู้เลี้ยงสุกรอาจ ขาดแคลนแรงงานได้

767_thaihealth_2uyqc8v5rse9ปัจจุบันการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพเสรี จึงมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มจำนวนและลดจำนวนอย่างรวดเร็วตามวัฏจักรตลาด โดยแบ่งเป็นผู้เลี้ยงแบบอิสระและผู้เลี้ยงแบบมีสัญญาผูกพัน ผู้เลี้ยงมากกว่าร้อยละ 70 เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ครบวงจร ร้อยละ20-25 เป็นฟาร์มขนาดกลางและเล็ก ผู้เลี้ยงรายย่อยมีเพียงร้อยละ 5 และมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ขณะที่รายใหญ่ขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ผลผลิตเนื้อสุกรร้อยละ 25 เป็นของบริษัทชำแหละและแปรรูป ผลิตภัณฑ์สุกรที่นิยมบริโภคในประเทศส่วนใหญ่เป็น เนื้อสุกรชำแหละ ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น และผลิตภัณฑ์พื้นเมือง เช่น กุนเชียง หมูแผ่น หมูยอ แหนม หมูหยอง

ผลิตภัณฑ์เนื้อหมูแปรรูปสามารถแบ่งตามการเห็นโครงสร้างของกล้ามเนื้อเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ ผลิตภัณฑ์ขนาดเดิม ซึ่งยังมีโครงสร้างของเนื้อตามรูปร่างและโครงสร้างเหมือนหรือใกล้เคียงกับเนื้อสดให้เห็น เช่น แฮม เบคอน หมูแผ่น เนื้อเค็ม เนื้อแดดเดียว หมูปิ้ง เนื้อสวรรค์ หมูสะเต๊ะ หมูหยอง สะเต๊ก หมูหัน คอร์นบีฟ หมูริ้ว บาบีคิว เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เนื้ออีกกลุ่มหนึ่งคือผลิตภัณฑ์ลดขนาด ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อยตามลักษณะการลดขนาดของเนื้อได้เป็นกลุ่มบดหยาบ และกลุ่มบดละเอียดหรืออิมัลชัน โดยในการทำผลิตภัณฑ์ลดขนาดบางชนิดต้องมีการบรรจุไส้หรือการแปลงรูปร่างตามลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น

กระบวนการผลิตเนื้อหมูเริ่มจากการคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ชั้นเยี่ยม ผ่านการเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่มีการจัดการฟาร์มและการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดด้วยคุณภาพสด สะอาด ปลอดสาร ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่งผลให้มีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย ประกอบกับอุตสาหกรรมหมูและหมูแปรรูปยังมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นโดยเฉพาะด้านการผลิต ซึ่งนอกจากเพื่อรองรับอุปสงค์ที่จะมีมากขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้าหรือตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 แล้ว ยังนับเป็นการตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำด้านมาตรฐานในตลาด AEC อีกด้วย และนอกเหนือจากการคัดเลือกสายพันธุ์สุกรชั้นดี ผนวกกับระบบการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมป้องกันโรคและการเลือกใช้อาหารสัตว์คุณภาพสูง ถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปภายในโรงงานที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน และถูกสุขอนามัยโดยเนื้อสุกรไม่สัมผัสพื้น และไม่สัมผัสมือคนโดยตรง ก่อนบรรจุเบ็ดเสร็จจากโรงงาน

ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐ ในการกดดันให้ไทยและอีกหลายประเทศในเอเชีย ยอมเปิดตลาดให้มีการนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนสุกรแปรรูปจากสหรัฐ ได้กลายเป็นอีกหนึ่ง “ประเด็นร้อน” ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากไทยยอมเปิดตลาดให้สหรัฐ ตามที่เรียกร้องจริง นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด และมีผลให้ราคาเนื้อสุกรในประเทศตกต่ำลงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในไทยโดยเฉพาะรายเล็กและรายกลาง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ในห่วงโซ่การผลิต และกระทบต่อความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคในไทยอีกด้วย

ปัจจุบันทั่วโลกมีการผลิตเนื้อสุกรอยู่ที่ราว 100 ล้านตันต่อปี โดยที่ “จีน” คือ ประเทศที่ผลิตสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก ในขณะที่ “สหรัฐ” กลับครองแชมป์ผู้ส่งออกเนื้อสุกรอันดับ 1 โดยอยู่ที่ราว 2.4 ล้านตัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดราว 1 ใน 3 ของปริมาณการส่งออกทั่วโลกในปี 2012 เนื่องจากผลผลิตสุกรในสหรัฐมีมากเกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ และชิ้นส่วนสุกรบางอย่างโดยเฉพาะส่วนหัว ขา และเครื่องใน คนไม่นิยมบริโภคและขายในประเทศไม่ได้ ซึ่งนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐพยายามผลักดันให้มีการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ไปขายยังตลาดต่างประเทศมาโดยตลอด

ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในสหรัฐ ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์มาจากการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนดังกล่าว ก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดโลก เพราะทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐสามารถตั้งราคาขายเนื้อสุกรได้ต่ำและสามารถตีตลาดในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

รัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในการปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ เนื่องจากไทยสามารถผลิตเนื้อสุกรได้ในปริมาณที่มากเพียงพอสำหรับความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว เพราะหากไทยอนุญาตให้มีการนำเข้าก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสุกรของไทยทั้งระบบ และมีส่วนทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาดและกลไกด้านราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อการจ้างงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ซึ่งมีจำนวนมากถึงราว 10-12 ล้านคน

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ร่วมด้วย หากเรามีจุดยืนที่แข็งกร้าวในการปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรมองหาช่องทางและโอกาสในการขยายเข้าไปลงทุนในธุรกิจฟาร์มสุกรและโรงงานแปรรูปสุกรในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี และรวมไปถึงโอกาสในการเข้าไปลงทุนในโรงงานแปรรูปสุกรเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปสุกรในอาเซียนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย

อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมเนื้อสุกรของไทยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นการหลีกหนีการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ตลาดเนื้อและชิ้นส่วนสุกร อีกด้วย

 

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าเสรี โดยเฉพาะการเปิดตลาดใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้มากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรัดดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า โดยขณะนี้ประเทศไทยได้ส่งออกเนื้อสุกรสดชุดปฐมฤกษ์ไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย ภายหลังจากที่ทางการรัสเซียส่งผู้แทนมาตรวจสอบระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ และเปิดไฟเขียวอนุญาตนำเข้าเนื้อสุกรจากไทยไปรัสเซียและกลุ่มประเทศ Customs Union เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

“ขบวนคาราวานตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเนื้อสุกรสดชุดปฐมฤกษ์ของการส่งออก ไปยังรัสเซียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนี้ ประกอบด้วยเนื้อสุกรแช่แข็ง 48 ตัน ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนสมาคมต่างๆ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย และสมาคม
ผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก เป็นต้น ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานการควบคุมสินค้าทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระดับฟาร์มสุกร กระทั่งถึงโรงฆ่าและการแปรรูป”

รัสเซียมีความต้องการนำเข้าเนื้อสุกรจากไทยไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 ตัน จากปริมาณความต้องการสุกรทั้งหมดปีละ 10 ล้านตัว ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะได้ขยายกำลังการผลิตเนื้อสุกรให้มากยิ่งขึ้น และจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ ตลอดจนนำเงินตราเข้าประเทศ ซึ่งการนำเข้าเนื้อสุกรชุดปฐมฤกษ์จากประเทศไทยในครั้งนี้ ทางการรัสเซียได้ส่ง ดร.ดีมิทรี แพฟลอฟ เป็นผู้แทนสัตวแพทย์รัสเซียเพื่อทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์ ในการควบคุมขบวนการผลิตเนื้อสุกรส่งออก ณ โรงฆ่าและแปรรูป นอกจากนี้จากข้อมูลการส่งออกด้านปศุสัตว์ของไทยไปยังรัสเซียในปีที่ผ่านมา พบว่า มีมูลค่ารวมถึง 83.14 ล้านบาท คิดเป็นน้ำหนักส่งออกรวม 1,098.66 ตัน จากผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แปรรูป เนื้อไก่แช่แข็ง และเนื้อเป็ดแช่แข็ง ทั้งนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยจะผลิตเนื้อสุกรป้อนสู่ตลาดรัสเซีย และประเทศในเครือ Customs Union อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเปิดตลาดใหม่ๆ รวมถึงเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ตลาดภายในประเทศ
เป็นตลาดผู้บริโภคภายในประเทศเราซึ่งนับตั้งแต่หน่วยเล็กสุดระดับหมู่บ้านเป็นการฆ่าเนื่องในงานพิธีต่าง ๆ ไปจนถึงตลาดกลางซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยบริษัทเอกชน โดยจัดให้มีการประมูลราคาสุกรกันตามคุณภาพ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามปัญหาของตลาดภายในประเทศก็ยังคงมีอยู่เนื่องมาจาก

1) ระบบตลาดไม่เหมาะสม การตลาดสุกรยังมีกลไกที่สลับซับซ้อนผู้เลี้ยงไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ ส่วนเหลื่อมของราคายังไม่เป็นธรรมแก่ผู้เลี้ยง พ่อค้า ( เจ้าของเขียง ) และผู้บริโภคขาดการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ และขาดเสถียรภาพ โดยปกติจะเห็นว่า ขณะที่ราคาสุกรมี
ชีวิตลดลงแต่ราคาเนื้อสุกรตามเขียงจะยังคงราคาอยู่ไม่ลดลงหรือลดลงในอัตราที่ไม่เป็นสัดส่วนยุติธรรม

2) ตลาดรับซื้อสุกร ยังไม่มีการรับซื้อสุกรตามคุณภาพซาก ไม่ทำให้เกิดการจูงใจในการผลิตสุกรคุณภาพดี และทำให้การพัฒนาพันธุ์สุกรเป็นไปอย่างช้า ๆ
3) ระบบการฆ่าสุกร ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร และรัฐยังควบคุมมากจนขาดความคล่องตัวและขาดประสิทธิภาพ ในขณะที่ราคาสุกรลดลง เจ้าของฟาร์มอาจจะทำการชำแหละเนื้อสุกรขายเสียเอง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของรัฐควรจะอำนวยความสะดวกให้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น จะเป็นการลดความเสียหายให้กับฟาร์มเลี้ยงสุกร และยังช่วยลดการลักลอบฆ่าสุกรลดลงด้วย

ตลาดต่างประเทศ
การผลิตสุกรของประเทศไทยเรานั้นมีโอกาสและได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้านมากในแง่ของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งเรามีมากพอที่จะผลิตสุกรได้ตลอดเวลาและในจำนวนที่ตลาดต้องการ แต่การผลิตสุกรยังต้องอาศัยตลาดในประเทศเป็นหลัก มีจำนวนเล็กน้อยที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาต่าง ๆ ดังนี้
1) ขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการบุกเบิกหาตลาดและมาตราการการสนับสนุน และช่วยเหลือการส่งออก ทั้งด้านการลด ภาษีการส่งออกลดภาษีขาเข้าของวัตถุดิบอาหารบางอย่างเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการ ติดต่อเจรจาเพื่อขอลดภาษีขาเข้าจากประเทศผู้สั่งเข้าสุกรจากประเทศไทยเรา เป็นต้น

2) ขาดโรงฆ่าสัตว์ที่ทันสมัยและถูกสุขลักษณะอนามัยตลาดต่างประเทศจะคำนึงถึงคุณภาพซากสุกรที่ดี และถูกสุขลักษณะอนามัย นั่นคือ โรงฆ่าสัตว์จะต้องได้มาตรฐาน และสะอาด ซึ่งในบ้านเราโรงฆ่าสัตว์ยังด้อยในเรื่องของความสะอาดถูกอนามัย ซึ่งเป็นที่รังเกียจของตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลได้เปิดโอกาสให้เอกชนลงทุนสร้างโรงฆ่าสัตว์ได้ ก็จะทำให้โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกมาตรฐานของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น

3) ปัญหาโรคระบาดนับว่าเป็นปัญหาสำคัญของการเปิดตลาดต่างประเทศ โรคระบาดที่สำคัญและเป็นสิ่งต้องห้ามของตลาดต่างประเทศ คือ โรคปากและเท้าเปื่อย อหิวาต์ โรคพิษสุนัขบ้าเทียม ดังนั้น รัฐบาลควรที่จะมีแผนการป้องกันและปราบปรามโรคอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยเฉพาะในเขตที่มีการ ส่งเสริมการผลิตสัตว์เพื่อการส่งออก ต้องมีการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสัตว์เข้าเขตปลอดโรคอย่างจริงจัง

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com